รูปแบบความรัก 1 

 

คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า

คนจะหวาน หวานจรรยา ใช่ตาหวาน

คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน

คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต

(ขอขอบคุณภาษิตสอนใจ ที่ได้ฟังมาตั้งแต่เด็กค่ะ)  

 

Entry นี้ จะมาคุยเรื่องความรักในอีกแง่มุมหนึ่งค่ะ

จากบทกลอนข้างต้น เป็นบทกลอนที่เราชอบมาก ทั้งสัมผัสและความหมายของคำ

และความหมายก็ตรงคำโดยมิต้องแปลซ้ำอีกครั้ง

เพิ่มเติมนิดนะคะคำว่า จรรยา แปลว่า  ความประพฤติ 

มีคำศัพท์อีกคำค่ะคือคำว่า  จรรยาภรณ์  มาจาก  จรรยา + อาภรณ

แปลว่า  มีความประพฤติเป็นเครื่องประดับ

หากใครทำได้ครบตามบทกลอนข้างต้น จะเป็นผู้มีความงดงามทั้งภายในและภายนอก

เป็นที่สง่างามต่อผู้พบเห็นโดยมิต้องประกาศตนแต่อย่างใด 

 

กลับเข้าสู่เนื้อหาของ Entry นะคะ

วันนี้จะมาชวนเพื่อนๆ ทำทาน  โดยมิต้องใช้ทรัพย์ค่ะ คือ การให้ทานความรัก

คำว่า ทาน  (น.)  แปลว่า  การให้ ของให้

คำว่า รัก  (ก)  แปลว่า  มีใจผูกพัน ยินดี ชื่นชม

การให้ทานความรัก เป็นการให้ความปรารถนาดี ร่วมชื่นชมยินดี ต่อผู้อื่น

 

คนที่เคยเรียนวิชาพุทธศาสนา ต้องเคยได้ยินได้ฟังได้อ่านคำสอนของพระศาสดาว่า

สัตว์โลกเกิดมาแล้ว ย่อมเป็นไปตามกรรม  ทั้งจากกรรมเก่า(ชาติก่อนที่ส่งผลมาให้มาเกิด

ในชาติปัจจุบัน) และกรรมใหม่(ที่เกิดจากการกระทำในชาติปัจจุบัน)

ทุกคนที่เกิดมา จะมีชีวิตที่บริบูรณ์หรือขาดแคลน ก็เนื่องจากกรรมเป็นตัวกำหนด 

 

·        บางคนเกิดมาบริบูรณ์ทุกสิ่ง ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และจิตใจที่งดงาม

        ย่อมเกิดจากผลกรรมดีที่สั่งสมมา

·        บางคนเกิดมาร่างกายสมบูรณ์ แต่ขาดทรัพย์

·        บางคนเกิดมาร่างกายไม่สมประกอบ แต่บริบูรณ์ด้วยทรัพย์

·        บางคนเกิดมาอุดมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ แต่จิตใจไม่งดงามดังรูปธรรม

·        บางคนเกิดมาขาดไปเสียทุกสิ่งที่กล่าวมา

·        บางคนเกิดมาบริบูรณ์ด้วยสรรพสิ่งข้างต้น แต่ ขาดความรัก จากผู้อื่นและไม่มีให้ผู้อื่น

 

ทุกสิ่งเป็นผลมาจากกรรม(การกระทำของตนเอง) ทั้งสิ้น

การขาดในส่วนอื่นๆ ของคนเหล่านั้นเราอาจจะช่วยเหลือหรือชดเชยให้เขามิได้

ด้วยเหตุที่ตัวเราเอง ก็มิมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือ

แต่สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนสามารถให้กับทุกคนที่เราพบได้ นั่นคือ  ความรัก

สิ่งเดียวที่จะเป็นตัวขัดขวางการให้ทานความรัก มีอยู่ประการเดียว คือ ความชิงชัง,

ความเกลียดชัง 

 

ทำไมเราจึงชิงชังกัน ทำไมเราจึงเกลียดชังกัน ?   เคยคิดหาเหตุผลกันไหมคะ

สำหรับคนอื่นเราไม่รู้นะ แต่สำหรับตัวเราที่เคยประสบมา ทั้งกับตนเองและจากบุคคล

รอบข้าง การชิงชังเกิดจากการที่มีใครสักคนมาทำอะไรให้รู้สึกเจ็บใจ

ดังคำกลอนของท่านสุนทรภู่ที่กล่าวไว้ว่า

อันเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย  เจ็บจนตายก็เพราะเหน็บให้เจ็บใจ

*  บางคนเจ็บใจเพราะเขามาทำให้เจ็บใจ

*  บางคนเจ็บใจเพราะแค่เขารู้ว่าตนเองคิดอะไรอยู่ โดยที่เขามิได้ทำอะไร

    แต่ความละอายตนเองทำให้คิดผลักไสความรู้สึกนั้นให้เป็นความผิดของผู้อื่นไป 

สุดท้ายหาทางออกด้วยการทำร้ายกัน อีกฝ่ายเริ่ม อีกฝ่ายตอบโต้ เป็นการสร้างกรรม

ผูกพันต่อกันไปไม่รู้จักจบสิ้น 

 

การผูกใจเจ็บมิได้เกิดคุณประโยชน์อันใดต่อใคร ซ้ำยังส่งผลร้ายให้กับตนเองเป็นการกดย้ำ

ให้ตนเองจมลึกลงไป ลงไป ลงไป สุดท้ายก็ตกลงไปสู่ อเวจีใจ  ที่ยากจะก้าวขึ้นมาได้  

 

การจะตัดกรรมที่อาจผูกพันต่อกันไปไม่รู้จักจบสิ้น คือการอโหสิกรรมต่อกันให้เป็นทาน 

 

เปลี่ยนความรู้สึกชิงชัง เป็นความรัก ความปรารถนาที่จะให้เราและเขาพ้นทุกข์

ทานความรัก  ที่มอบให้กันเป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ และลดความรุ่มร้อนของจิตใจ

ลดความเศร้าหมองอันเป็นสิ่งกั้นไม่ให้ถึงซึ่งนิพพาน

มาให้ทานกันนะคะ ทานที่ทำได้ยากแต่มิต้องใช้ทรัพย์สินมีค่าอันใดนอกจากจิตใจ

ของเราเอง  

 

ขอให้ผู้ที่เข้ามาอ่านทุกท่าน อ่านสิ่งที่เร