หอมกลิ่นลูกทุ่ง 3 ~ ล่องใต้ ไป ปัตตานี
posted on 03 Aug 2008 00:42 by ploypee
“บูดูสะอาด หาดทรายสวย รวยน้ำตก นกเขาดี ลูกหยีอร่อย หอยแครงสด”
คำขวัญประจำจังหวัด อ่านแล้วชวนให้อยากรู้จัก
ปัตตานี เป็นหนึ่งในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลตะวันออกของภาคใต้สุดติด
กับทะเลจีนใต้ หรืออ่าวไทย มีพื้นที่ประมาณ 2,052.356 ตารางกิโลเมตร และเป็นจังหวัดที่มี
ขนาดเล็กเป็นอันดับ 2 ของภาคใต้ รองลงมาจากจังหวัดภูเก็ต พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม
เหมาะแก่การเพาะปลูก ภูเขาที่สำคัญได้แก่ ภูเขาทรายขาว ซึ่งอยู่ในเทือกเขาสันกะลาคีรี
มีแม่น้ำที่สำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำตานี และแม่น้ำสายบุรี ภูมิอากาศอบอุ่นตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ย
27.5 อาศาฯ ฝนตกชุกในระหว่างเดือนธันวาคม-มกราคม ฝนตกเฉลี่ย 1,750.9 มิลลิเมตร/ปี(เฉลี่ย
ในรอบ 30 ปี) ฤดูกาลมี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน(เดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม) ฤดูฝน(ธันวาคม-มกราคม)
ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีอาชีพหลักคือการทำนา นอกจากนี้ประชาชนที่อาศัย
อยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด เช่น อำเภอเมือง อำเภอปะนาเระ และอำเภอสายบุรี ยังประกอบ
อาชีพประมง ซึ่งส่งผลให้เกิดผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างมากมาย
ในอดีตจังหวัดปัตตานีเป็นจังหวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นเมืองเก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่
เคยมีฐานะเป็นเมืองหลวง ของอาณาจักรลังกาสุกะ ซึ่งเป็นรัฐอิสระของชาวไทยพุทธใน
พุทธศตวรรษที่ 7 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ จังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กลันตัน
และตรังกานูในมาเลเซียปัจจุบัน ยังมีซากเมืองเก่า ของปัตตานีในยุคนั้น ปรากฏให้เห็นที่
อำเภอยะรังในปัจจุบัน และจากการที่มีพื้นที่เป็นป่าเขา และมีพื้นที่ ติดชายฝั่งทะเล เป็นระยะ
ทางยาวประมาณ 176 กิโลเมตร จึงเป็นเมืองท่าที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางการปกครอง การค้า
และวัฒนธรรม มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวหลายด้าน ทั้งด้านธรรมชาติ โบราณสถานทาง
ประวัติศาสตร์ และด้านประเพณีวัฒนธรรม การละเล่นพื้นบ้านซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
อาณาเขตและการปกครอง :
ทิศเหนือ จดกับจังหวัดสงขลา
ทิศใต้ จดกับจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา
ทิศตะวันตก จดจังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลา
ทิศตะวันออก จดกับอ่าวไทย
ปัตตานีแบ่งการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ กับ 4 กิ่งอำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอสายบุรี
อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอหนองจิก อำเภอยะรัง
กิ่งอำเภอไม้แก่น กิ่งอำเภอทุ่งยางแดง กิ่งอำเภอกะพ้อ และกิ่งอำเภอแม่ลาน
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
มัสยิดกรือเซะ
มัสยิดกรือเซะ ตั้งอยู่ที่บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 42
(ปัตตานี-นราธิวาส) ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7 กม.เป็นมัสยิดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี สันนิษฐาน
ได้ว่าเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 22 ร่วมสมัยอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศ
ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 ลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบเสากลม รูปลักษณะ
แบบเสาโกธิกของยุโรป ช่องประตูหน้าต่างมีทั้งแบบโค้ง แหลมและโค้งมน
ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ หลังคาโดม ซึ่งยังสร้างไม่แล้วเสร็จ บริเวณด้านหน้าของมัสยิดมีฮวงซุ้ย
หรือสุสานที่ฝังศพของ เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่ได้รับการตกแต่งพูนดินใหม่ปรากฏอยู่ มีผู้คนไป
กราบไหว้กันมากพร้อมด้วยสิ่ง- ก่อสร้างอื่นๆ เช่น เก๋งจีน โอ่งน้ำสีแดง(ซึ่งจุน้ำได้ถึง 120,000
ลิตร) มัสยิดกรือเซะนี้สร้างโดยลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งเป็นชาวจีนได้มาแต่งงานกับธิดาพระยาตานี
และได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม
ต่อมาน้องสาวของลิ้มโต๊ะเคี่ยมชื่อลิ้มกอเหนี่ยว ได้ลงเรือสำเภามาตามให้พี่ชายกลับ เมืองจีน
แต่ไม่สำเร็จ ลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้สร้างมัสยิดกรือเซะขึ้น ลิ้มกอเหนี่ยวจึงได้สาปแช่ง ขออย่าให้สร้าง
มัสยิดสำเร็จ และตัวเองได้ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ ลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้จัดการฝังศพน้องสาว
ไว้ที่หน้ามัสยิดนี้ ชาวปัตตานีนำต้นไม้ที่ลิ้มกอเหนี่ยวผูกคอตายมาแกะเป็นรูปบูชาและสร้างศาลเจ้า
ต่อมาได้มีการ อัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมาประดิษฐานไว้ ณ ศาลเจ้าแห่งใหม่ ตั้งอยู่ที่ถนน
อาเนาะรู ในเขตเทศบาล เมืองปัตตานี เรียกว่าศาลเจ้าเล่งจูเกียง ( ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) เป็น
ที่นับถือของชาวปัตตานี และชาวจังหวัด ใกล้เคียง ในเดือน 3 ของทุกปี( กุมภาพันธ์-มีนาคม )
จะมีพิธีเซ่นไหว้และแห่เจ้าแม่ นับว่าเป็นพิธีที่สนุก- สนานมาก ส่วนมัสยิดกรือเซะก็เป็นไป
ตามคำสาป เพราะไม่สามารถสร้างเสร็จได้ เมื่อจะสร้างต่อก็ให้มีอาเพศ ฟ้าผ่าทุกครั้งไป
จนถึงปัจจุบันก็ไม่มีใครกล้าสร้างมัสยิดกรือเซะต่อ คงเหลือซากทิ้งไว้ตราบเท่าทุกวันนี้ครับ
เครดิต มัสยิดกรือเซะ
ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
เครดิต
อ่านจากเว็บนี้ มีตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวสองฉบับ และ ภาพศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
วัดช้างให้
วัดช้างให้ หรือวัดราชบูรณาราม ตั้งอยู่ที่บ้านป่าไร่ตำบลทุ่งพลา ริมทางรถไฟสายหาดใหญ่
สุไหงโก-ลกระหว่างสถานีนาประดู่กับ สถานีป่าไร่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 31 กิโลเมตร
การเดินทางใช้เส้นทางหลวงสายปัตตานี-โคกโพธิ์ ผ่านสามแยกนาเกตุตรงไปตามเส้น-ทาง
หลวงหมายเลข 409 (ปัตตานี-ยะลา) ผ่านชุมชน สุขาภิบาลนาประดู่ และสวนยางไปจนถึง
ซุ้มที่ประตูวัดทางซ้ายมือ เพื่อแยกเข้าสู่วัดช้างให้อีกประมาณ 700เมตร สภาพถนนลาดยาง
ตลอดสาย
วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมากว่า 300 ปี มาแล้ว แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่า ผู้ใดเป็นผู้สร้าง
ภายในวิหารมีรูปปั้นหลวงปู่ทวดเท่าองค์จริง ประดิษฐานอยู่นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมของ
สถูป เจดีย์ มณฑป อุโบสถและหอระฆังล้วน งดงามน่าชื่นชมทั้งสิ้น หลวงปู่ทวดวัดช้างให้
เป็นผู้มีความสามารถในการศึกษาเล่าเรียน พระปริยัติธรรม และด้านเวทมนตร์คาถาต่าง ๆ
บางครั้งท่าน ได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน เช่นครั้งที่ท่านเดินทางไป
กรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสำเภา ระหว่างทางเกิดพายุ จนกระทั่งข้าวปลาและอาหารตลอดจนน้ำดื่ม
ตกลงทะเลไป ลูกเรือรู้สึกกระหายน้ำมากหลวงปู่ทวดจึงได้แสดงอภินิหารหย่อนเท้าลงไป
ในทะเลปรากฏว่าน้ำในบริเวณนั้นได้กลาย เป็นน้ำจืดและดื่มกินได้ตั้งแต่นั้นมา ชื่อเสียงของ
ท่านก็ขจรขจายไปทั่ว
และต่อมาหลวงปู่ทวดได ้เสด็จมรณภาพที่ประเทศมาเลเซีย แล้วได้นำพระศพกลับมาที่วัดช้างให้
ที่พักพระศพของหลวงปู่ทวด ได้กลายมาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวบ้านสักการะมาจนทุกวันนี้
พระเครื่องสมเด็จหลวงปู่ทวดมีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่เชื่อถือของนักเล่น พระมาก
งานประจำปีในการสรงน้ำอัฐิ หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ คือ แรม 1 ค่ำ เดือน 5
วัดช้างให้เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 08.00-17.00 น. ครับ
เครดิต วัดช้างให้
อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว
น้ำตกทรายขาว เดิมชาวบ้านเรียกว่า น้ำตกตะโกน มีต้นน้ำเกิดจากยอดเขานางจันทร์ในทิวเขา
ทรายขาว เทือกเขาสันกาลาคีรี ถูกค้นพบโดยพระครูศรีรัตนากร (ท่านสีแก้ว) เจ้าอาวาสวัดทรายขาว
เมื่อปี 2475 อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาวมีพื้นที่ครอบคลุมป่าสงวนแห่งชาติเขาใหญ่
ในท้องที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี อำเภอเมืองยะลา อำเภอยะหา จังหวัดยะลา และป่าสงวน
แห่งชาติป่าเทือกเขาสันกาลาคีรี ในท้องที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ประกอบด้วยจุดเด่น
ตามธรรมชาติและน้ำตกที่สวยงาม สภาพป่าอุดมสมบูรณ์ ร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานา
ชนิดที่ควรแก่การศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 43,482.00 ไร่ หรือ
69.57 ตารางกิโลเมตร
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว
หาดปาตาตีมอ หรือ หาดวาสุกรี
เป็นหาดทรายขาวสะอาด มีร่มไม้และทิวสน เหมาะแก่การพักผ่อน น้ำทะเลน่าเล่น เทศบาล
ตำบลตะลุบันได้สร้างสะพานข้ามไปยังหาดแล้ว อยู่ห่างตัวอำเภอไปตามทางหลวงหมายเลข 42
ราว 53 กิโลเมตรครับ
พลับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 7
เป็นศาลาทรงไทย สร้างขึ้นเป็นที่ประทับเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
จะเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคา เมื่อ ค.ศ. ๒๔๗๒ ตั้งอยู่บริเวณที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ปัจจุบัน
ที่ประทับได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม
แด่ความงามและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สักวันเราคงได้ไปเยือนเธอ “ปัตตานี”
~ o ~ ล่องใต้ ~ o ~
คำร้อง/ทำนอง พยงค์ มุกดา
ศิลปิน ก๊อต จักรพรรณ
ล่องใต้ไปตามเสียงเพลง
กล่อมบรรเลงเป็นเพลงเร้าใจ
มนต์รักจากแคว้นแดนถิ่น
แห่งกลิ่นบุหงามาลัย
เมืองใต้ใครเยือนเหมือนท่องวิมาน
ล่องใต้ได้เป็นขวัญตา
ท่องเที่ยวมารื่นรมย์สำราญ
งามทั้งโขดเขาแนวไพร
จับใจห้วยหนองคลองธาร
เกาะแก่งสถานอันวิไล
โอ้ ชุมพรขอพรที่แสนสุดดี
สุราษฎร์ธานีเมืองคนดีจึงสุขสดใส
นครศรีธรรมราชแหล่งประกาศพระธรรมเกริกไกร
กระบี่สุขสดใส ฝากหัวใจให้พี่หมายปอง
โอ้พังงา พัดอุราให้พี่งงงัน
ภูเก็ตเกาะสวรรค์วิลาวัลย์หนึ่งไม่มีสอง
ระนองน้องจ๋าเหมือนน้ำตาของพี่หลั่งนอง
เพราะต้องจากน้อง จากระนองมาทั้งน้ำตา
โอ้ เมืองตรัง เหมือนจะยั้งให้พี่ติดตรึง
แอบคิดถึงพัทลุงแหละสงขลา
สตูลปัตตานียะลาโสภีตรึงตรา
โอ้บางนรามีวาสนาคงมาเยือน
จากใต้จะไม่ขอเลือน
เสน่ห์ติดเตือนชั่วเดือนและปี
มนต์รักปักษ์ใต้ใจมั่น
ผูกพันเสมอชีวี
ตราบชั่วชีพนี้จะมิลืม
เครดิต
http://www.relaxzy.com/province/pattani/
http://www.relaxzy.com/directory/travel/province/south/pattani/
ขอบคุณน้าอิ๊ด ที่ช่วยลงเพลงให้นะคะ
ยิ่งอ่านข้อมูลก็ยิ่งทำให้จังหวัดนี้ดูน่าสนใจนะคะ

#1 By iTualek on 2008-08-03 02:26