" ข้าพเจ้าอยากเห็น ชาวนา ชาวไร่ มีงานศิลปาชีพพิเศษเป็นงานเสริม เพื่อเพิ่มรายได้และ

ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเพื่ออนุรักษ์ศิลปะโบราณอันงามวิจิตรของไทยไว้ให้คงอยู่

คู่แผ่นดินไทย งานศิลปาชีพจะดีเด่นเพียงไรอยู่ที่ ความขยัน ความปราณีต ศิลปะในการออกแบบ

และฝีมือในการประดิษฐ์ของช่างโดยเฉพาะ "

พระราชดำรัส ใน สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ

 

 เครดิต  นิทรรศการ "ศิลปาชีพล้านนา 70 พรรษา มหาราชินี"

 

 

 

 

 

โครงการศิลปาชีพฯ

ตลอดระยะเวลาร่วม 50 ปีที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ

พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรเป็นครั้งแรก และทรงริเริ่ม

ให้มีการฟื้นฟูและพัฒนางานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จนกระทั่ง

ก่อตั้งเป็น "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ"

ซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละ ภูมิภาค

 

 

 

กำเนิดศิลปาชีพ

 

 

      นับแต่ปีพุทธศักราช 2498 เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ

พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบททั่วทุกภูมิภาค ของ

ประเทศ โดยเริ่มที่ตำบลห้วยมงคล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นแห่งแรก ในขณะ

นั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมพรรษา 28 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าฯ

พระบรมราชินีนาถ มีพระชนมพรรษา เพียง 22 พรรษาเท่านั้น จนเวลาล่วงผ่านมาถึงปัจจุบัน

ทั้ง 2 พระองค์ก็ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณีกิจเช่นเดิมโดยไม่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย

       ทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปตาม ภูมิภาคต่างๆ ทำให้ทรงทราบถึงความทุกข์ยากและ

ความเดือดร้อนของราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างอัตคัด

ขัดสนและต้องเผชิญกับปัญหาดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำ

เกษตรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการ

พัฒนาด้านการเกษตรและพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ในขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ

พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสนองพระ ราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการที่จะ

ส่งเสริมและสนับสนุนให้พสกนิกรได้มีอาชีพเสริมควบคู่กันไปเสมอ ดังพระราชดำรัสใน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานไว้ เนื่องในวันเฉลิมพระ ชนมพรรษา

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม2534 ความว่า

 

       "...ทุกครั้งที่เมืองไทยเกิดน้ำท่วมหรือเกิดภัยพิบัติ...ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว ทรงนำของพระราชทานไป ช่วยเหลือราษฎร มักจะเห็นเครื่องอุปโภคบริโภค

แล้วก็รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการช่วยเฉพาะหน้า ซึ่งช่วยเขาไม่ได้จริงๆ

ไม่พอเพียงทรงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นระยะยาว คือทำให้เขามี หวังที่

อยู่ดีกินดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริมให้แก่ครอบครัว ชาวนา ชาวไร่ และ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหาแหล่งน้ำให้การทำไร่ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศ

ชาติบ้านเมือง ทรงพระราชดำเนินไปดู ตามไร่ของเขา ทรงคิดว่านี่เป็นกำลังใจ และที่ทรงให้

ข้าพเจ้าดูแลครอบครัว ก็เลยเป็นที่เกิดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ..."

 

       ต่อมาเมื่อโครงการได้ขยายออกไปทั่วประเทศ และมีผู้มีจิตศรัทธาทูลเกล้าทูลกระหม่อม

ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลเพื่อใช้จ่ายในโครงการนี้เพิ่มมากขึ้น จึงทรง พระกรุณาโปรด

เกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งเป็น "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์"

ขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 โดยทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิ