การเดินทางของใจที่เที่ยงแท้ "พระมหาชนก"
posted on 09 Oct 2008 00:12 by ploypee
พระมหาชนก
ชนกชาดก หรือ พระมหาชนก คือชาติที่ 2 ในทศชาติชาดก หรือ 10 ชาติสุดท้ายของ
พระโพธิสัตว์ ก่อนจะเสวยพระชาติมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า หรือเจ้าชายสิทธัตถะ
แห่งศากยวงศ์ เพื่อบำเพ็ญวิริยบารมี
สารบัญ[ซ่อนสารบัญ] |
[แก้ไข] เนื้อเรื่องย่อ "พระมหาชนก" (พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 9)
"พระมหาชนก" เป็นเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก อันเป็นชาดก 10 ชาติสุดท้ายก่อนที่
พระโพธิสัตว์จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาดก
เรื่องนี้เป็นการบำเพ็ญความเพียรเป็นบารมี เนื้อความโดยย่อจากพระราชนิพนธ์มีดังนี้
พระเจ้ามหาชนก กษัตริย์แห่งกรุงมิถิลา มีพระราชโอรสสองพระองค์พระนามว่า
อริฏฐชนก และ โปลชนก เมื่อสวรรคตแล้ว พระอริฏชนกได้ครองราชสมบัติและทรงตั้ง
พระโปลชนกเป็นอุปราช อมาตย์ผู้ใกล้ชิดได้กราบทูลใส่ร้ายว่า พระอุปราชโปลชนกคิดไม่
ซื่อ พระอริฏฐชนกก็หลงเชื่อ สั่งจองจำพระโปลชนก แต่พระโปลชนกตั้งจิตอธิษฐานและ
หลบหนีไปได้ ภายหลังได้รวบ รวมพลมาท้ารบและเอาชนะได้ในที่สุด พระอริฏฐชนกสิ้น
พระชนม์ในที่รบพระเทวีที่กำลังทรงครรถ์จึงปลอมตัวหนีออกนอกเมือง... ด้วยความช่วย
เหลือของท้าวสักกเทวราชจึงเสด็จหนีไปจนถึงเมือง กาลจัมปากะได้พราหมณ์ผู้หนึ่ง
อุปการะไว้ในฐานะน้องสาว
ต่อมาทรงมีพระประสูติกาล ตั้งพระนามพระโอรสตามพระอัยยิกาว่า "มหาชนก"
จวบจนกระทั่งมหาชนกเติบใหญ่และได้ทราบความจริง ก็คิดจะไปค้าขายตั้งตัว แล้วจะ
ไปเอาราชสมบัติคืน จึงนำสมบัติกึ่งหนึ่งของพระมารดาไปขาย แลกเป็นสินค้าออกเรือ
ไปยังสุวรรณภูมิ ระหว่างทางในมหาสมุทร เรือต้องพายุล่มลง ลูกเรือตายหมดยังแต่
พระมหาชนกรอดผู้เดียวทรงอดทนว่ายน้ำในมหาสมุทรด้วยความเพียร 7 วัน 7 คืน
จนได้พบนางมณีเมขลา และสนทนาธรรมในเรื่องของความเพียร ในที่สุดนางมณี
เมขลาได้อุ้มพระมหาชนกไปส่งยังมิถิลานคร...
ฝ่ายมิถิลานคร พระโปลชนกได้สวรรคตเหลือเพียงพระราชธิดานาม"สีวลีเทวี"ก่อน
สวรรคตทรงตั้งปริศนาเรื่องขุมทรัพย์ทั้งสิบหกไว้ สำหรับผู้จะขึ้นครองราชย์ต่อไป แต่
ไม่มีผู้ใดไขปริศนาได้ เหล่าอมาตย์จึงได้ประชุมกันแล้วปล่อยราชรถ ราชรถก็แล่นไปยัง
ที่มหาชนกบรรทมอยู่ เหล่าอมาตย์จึงเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์และอภิเษกกับสีวลีเทวี
ทรงไขปริศนาต่างๆ ได้ และทรงครองราชสมบัติโดยธรรม
วันหนึ่ง พระมหาชนก ทรงประทับบนคอช้างเพื่อทอดพระเนตรอุทยาน ใกล้ประตู
อุทยานมีมะม่วง 2 ต้น ต้นหนึ่งมีผล ต้นหนึ่งไม่มีผล ผลนั้นมีรสหวานเหลือเกิน พระ
มหาชนกทรงเก็บมาเสวยผลหนึ่ง แล้วเสด็จเข้าอุทยาน คนอื่นๆ ตั้งแต่พระอุปราชลงมา
ต่างก็แย่งเก็บผลมะม่วง จนมะม่วงต้นนั้นโค่นลง พระมหาชนกทอดพระเนตรเห็นดังนั้น
ก็เกิดความสังเวชที่คนทั้งหลายหวังแต่ประโยชน์อย่างขาดปัญญา รำลึกได้ว่านางมณีเมขลา
เคยสั่งให้พระองค์ตั้งมหาวิทยาลัย จึงได้ปรึกษากับพราหมณ์ ในที่สุดได้ตั้งมหาวิทยาลัย
ปูทะเลย์ขึ้น โดยรำลึกว่าขณะที่ทรงว่ายน้ำในมหาสมุทรทั้ง 7 วัน 7 คืนนั้นมีปูทะเลยักษ์
มาช่วยหนุนพระบาท...
[แก้ไข] สัญลักษณ์ธรรมในพระมหาชนก
"พระมหาชนก" ฉบับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย
เดชฯ เป็นวรรณคดีในพระพุทธศาสนา ปรากฎอยู่ในทศชาติชาดก เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระ
มหาชนกผู้ทรงกระทำความเพียรยิ่งยวด จนกระทั่งได้ครองราชสมบัติ นำความเจริญมั่ง
คั่งแก่กรุงมิถิลาด้วยพระปรีชาสามารถ อยู่มาวันหนึ่งเสด็จประพาสอุทยาน ทอดพระเนตร
เห็นต้นมะม่วงสองต้น ต้นที่มีผลดี ถูกข้าราชบริพารดึงทึ้งจนโค่นลง ส่วนต้นที่ไม่มีลูก
กลับตั้งอยู่ตระหง่าน พระมหาชนกทรงบังเกิดธรรมสังเวช ดำริจะออกผนวช
"...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า การที่พระมหาชนกจะเสด็จออก
แสวงหาโมกขธรรม ยังไม่ถึงเวลาอันควร เพราะว่าได้ทรงนำความเจริญแก่มิถิลายังไม่
ครบถ้วน กล่าวคือข้าราชบริพาร นับแต่อุปราช จนถึงคนรักษาช้าง คนรักษาม้า และนับแต่
คนรักษาม้าจนถึงอุปราช และโดยเฉพาะเหล่าอำมาตย์ ล้วนจาริกในโมหภูมิทั้งนั้น."
ไม่มีความรู้ทั้งทางวิทยาการ ทั้งทางปัญญา ยังไม่เห็นความสำคัญของผลประโยชน์แท้
แม้ของตนเอง จึงต้องตั้งสถานอบรมสั่งสอนให้เบ็ดเสร็จ อนึ่ง พระมหาชนกยังต้องทรง
ปรารภเรื่องการอนุบาลต้นมะม่วง ตามวิธีสมัยใหม่ เก้าวิธีอีกด้วย
ด้วยประการเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงดัดแปลงเนื้อเรื่องในมหาชนก
ชาดก ให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน โดยมีพระราชดำริว่า พระมหาชนกจะบรรลุโมกขธรรม
ได้ง่ายกว่า หากได้ประกอบพระราชกรณียกิจในโลกให้ครบถ้วนก่อน
พระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ ทรงเน้นความเจริญรุ่งเรืองของดินแดนสุวรรณ
ภูมิ ที่พระมหาชนกทรงมุ่งเดินเรือมาค้าขาย ทรงแสดงตำแหน่งที่ตั้งของเมือง พยากรณ์ทาง
อุตุนิยมวิทยาและโหราศาสตร์ด้วยแผนที่ฝีพระหัตถ์ 4 แผ่น ทรงปรารถเรื่องการเกษตรกรรม
และการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงแพร่หลาย ทรงแสดงให้เห็นว่า ความเพียรที่บริสุทธิ์ เป็น
คุณธรรมสำคัญที่ต้องรื้อฟื้นขึ้นมา เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิต และเป็นมรดกธรรมแก่
กุลบุตรกุลธิดา ชาวไทยสืบไป
[แก้ไข] อุทิจจพราหมณ์มหาศาล : สัญลักษณ์แห่งความเมตตา
พราหมณ์กล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นเธออย่าวุ่นวายใจเลย ข้าพเจ้าอุทิจจพราหมณ์มหาศาล เป็น
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ข้าพเจ้าจะตั้งเธอไว้ในที่เป็นน้องสาว ปฎิบัติดูแลเธอ เธอจงกล่าวกับ
ข้าพเจ้าว่า "ท่านเป็นพี่ชาย" แล้วจับที่เท้าทั้งสองของข้าพเจ้าคร่ำครวญเถิด"
[แก้ไข] พระมหาชนก : สัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่น
พระกุมารทรงเรียนไตรเพทและศิลปศาสตร์ทั้งปวงภายในพระชนม์ 16 ปี เมื่อมีพระชนม์
ได้ 16 ปี เป็นผู้ทรงพระรูปโฉมอันอุดม พระองค์ทรงคิดว่า "เราจักต้องสมบัติซึ่งเป็นของ
พระบิดา" จึงทูลถามพระมารดาว่า " ข้าแต่พระมารดา ทรัพย์อะไรๆที่มารดาได้มามีบ้าง
หรือไม่ ฉันจะค้าขายให้ทรัพย์สินเกิดขึ้น แล้วจักเอาราชสมบัติที่เป็นของพระบิดา"
[แก้ไข] นางมณีเมขลา : สัญญลักษณ์แห่งความสำเร็จ
เทวดาได้สดับวาจาอันมั่นคงของพระมหาสัตว์นั้น เมื่อจะสรรเสริญพระมหาสัตว์ จึง
กล่าวคาถาว่า " ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม ไม่จมลงในห้วงมหรรณพ
ซึ่งประมาณมิได้ เห็นปานนี้ ด้วยกิจคือความเพียรของบุรุษ ท่านนั้นจงไปในสถานที่
ที่ใจท่านยินดีเถิด"
[แก้ไข] ข้อคิดจากหนังสือเรื่องพระมหาชนก
"บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ชื่อว่า ไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ญาติ
เทวดา และบิดามารดา. อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อมไม่เดือดร้อน
ในภายหลัง."
"การงานอันใด ยังไม่ถึงที่สุดด้วยความพยายาม การงานอันนั้นก็ไร้ผล มีควา
ลำบากเกิดขึ้น.การทำความพยายามในฐานะอันไม่สมควรใด จนความตายปรากฏ
ขึ้น ความพยายามในฐานะอันไม่สมควรนั้น จะมีประโยชน์อะไร."
"ดูก่อนเทวดา ผู้ใดรู้แจ้งว่าการงานที่ทำจะไม่ลุล่วงไปได้จริงๆชื่อว่าไม่รักษาชีวิต
ของตนถ้าผู้นั้นละความเพียรในฐานะเช่นนั้นเสีย ก็จะพึงรู้ผลแห่งความเกียจ
คร้าน. ดูก่อนเทวดา คนบางพวกในโลกนี้เห็นผลแห่งความประสงค์ของตน
จึงประกอบการงานทั้งหลายการงานเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม. ดูก่อนเทวดา
ท่านก็เห็นผลแห่งกรรมประจักษ์แก่ตนแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ จมในมหาสมุทร
หมด เราคนเดียวยังว่ายข้ามอยู่ และได้เห็น ท่าน มาสถิตอยู่ใกล้ๆ เรา เรานั้นจัก
พยายามตามสติกำลัง จักทำความเพียรที่บุรุษควรทำ ไปให้ถึงฝั่งแห่งมหาสมุทร."
"...สิ่งที่มิได้คิดไว้ จะมีก็ได้ สิ่งที่คิดไว้ จะพินาศไปก็ได้ โภคะทั้งหลายของหญิง
ก็ตาม ของชายก็ตาม มิได้สำเร็จด้วยเพียงคิดเท่านั้น."
"...คนอื่นๆ มีอุปราชเป็นต้นจนถึงคนรักษาช้างรักษาม้า รู้ว่าพระราชาเสวยผลมี
รสเลิศแล้ว ก็เก็บเอาผลมากินกัน. ฝ่ายคนเหล่าอื่น ยังไม่ได้ผลนั้น ก็ทำลายกิ่ง
ด้วยท่อนไม้ ทำเสียไม่มีใบ ต้นก็หักโค่นลง. มะม่วงอีก ต้นหนึ่งตั้งอยู่งดงาม
ดุจภูเขามีพรรณดังแก้วมณี. พระราชาเสด็จออกจากพระอุทยาน ทอดพระเนตร
เห็นดังนั้นจึงตรัสถามเหล่าอมาตย์ว่า : "นี่อะไรกัน." เหล่าอำมาตย์กราบทูลว่า :
"มหาชนทราบว่าพระองค์เสวยผลรสเลิศแล้ว ต่างก็แย่งกันกินผลมะม่วงนั้น."
พระราชาตรัสถามว่า : "ใบและวรรณะของต้นนี้สิ้นไปแล้ว ใบและวรรณะ
ของต้นนอกนี้ยังไม่สิ้นไป เพราะเหตุไร." อมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า : "
ใบและวรรณะของอีกต้นหนึ่งไม่สิ้นไป เพราะ ไม่มีผล." พระราชาสดับดังนั้น
ได้ความสังเวช. ทรงดำริว่า : "ต้นนี้มีวรรณะสดเขียวตั้งอยู่แล้ว เพราะไม่มีผล
แต่ต้นนี้ถูกหักโค่นลงเพราะมีผล. แม้ราชสมบัตินี้ก็เช่นกับต้นไม้มีผล บรรพชา
เช่นกับต้นไม้หาผลมิได้. ภัยย่อมมีแก่ ผู้มีความกังวล ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีความ
กังวล. ก็เราจักไม่เป็นเหมือนต้นไม้มีผล จักเป็นเหมือนต้นไม้หาผลมิได้..."
"...เราแน่ใจว่าถึงกาลที่จะตั้งสถาบันแล้ว เป็นสัจจะว่าควรตั้งมานานแล้ว
เหตุการณ์ในวันนี้แสดงความจำเป็น นับแต่อุปราช จนถึงคนรักษาช้าง รักษา
ม้า และนับแต่คนรักษาม้าจนถึงอุปราช และโดยเฉพาะเหล่าอมาตย์ ล้วนจารึก
ในโมหภูมิทั้งนั้น พวกนี้ขาดทั้งความรู้วิชาการ ทั้งความรู้ทั่วไป คือความสำนึก
ธรรมดา: พวกนี้ไม่รู้แม้แต่ประโยชน์ส่วนตน พวกนี้ชอบผลมะม่วง แต่ก็ทำลาย
ต้นมะม่วง..."
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก โลกวรรณคดี บ้านจอมยุทธ
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
เครดิต เว็บไซต์คลังปัญญาไทย


ความเพียรของ "พ่อ" ที่สอนเราผ่าน พระมหาชนก คือ ความเพียรควบคู่คุณธรรม
เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ให้เกิดประโยชน์แด่มวลมนุษยชาติค่ะ
มิใช่ความเพียร อันจะนำไปสู่ความเสื่อมทั้งกับตนเองและชาติบ้านเมือง
เจ้าของบล็อกเชื่อเสมอว่า ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และเปี่ยมไปด้วยพระกรุณา
ปราณีต่อพสกนิกรของพระองค์ ท่านทรงสั่งสอนให้เรา คิด มีสติ ไตร่ตรอง ด้วยปัญญา
สร้างคุณงามความดีมิใช่ทำลายล้างกัน
ขอพระองค์ทรางพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ปล มีเป็นฉบับการ์ตูนภาพวาดสี เขียนโดยนักวาดการ์ตูนไทยสี่ท่าน ด้วยนะคะ น่าอ่านมากๆ ค่ะ
แล้วจะนำเรื่องอื่นๆ มาลงในโอกาสต่อไปนะคะ
Good
สอบตกตามเคย
#1 By ภูริ on 2008-10-09 01:04