เพราะขอบฟ้า กั้นไว้ ไปไม่ถึง

หรือใครยุด ฉุดดึง เหนี่ยวรั้งไว้

เพราะทะเล ผืนกว้าง ขวางทางไป

หรืออำนาจ จากที่ใด คอยห้ามปราม

 

หรือเพราะมี กำแพง อันแข็งกร้าว

ที่สร้างความ ปวดร้าว จนครั่นคร้าม

ใช้กำแพง แห่งอัตตา มาคุกคาม

จำกัดความ เป็นเสรีชน จนพ้นไป

 

                                                  By ploypee.exteen.com

 

 

 

คนที่อยู่ห่างไกลกันด้วยระยะทาง.. .รอเพียงเวลาที่พาให้มาพบกัน

กับคนที่อยู่ใกล้กันเพียงสันกำแพงกั้นแต่ไม่อาจเอื้อมมือเพื่อรับสัมผัสกันไว้ไม่ว่าจะนานเท่าใด

อย่างไหนจะทรมานกว่ากันนะ 

 

มีเรื่องกำแพงแห่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งมาฝากค่ะ

 

 

            กำแพงเบอร์ลิน (เยอรมัน: Berliner Mauer ; อังกฤษ: Berlin Wall) เป็นกำแพงที่กั้นเบอร์ลินตะวันตก ออกจากเยอรมนีตะวันออกโดยรอบ เริ่มสร้างเพื่อจำกัดการเข้าออกระหว่างเขตเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) และตั้งอยู่เป็นระยะเวลา 28 ปี ก่อนจะทลายลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 กำแพงเบอร์ลินเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็น

 

 

 

            ในระหว่างที่กำแพงยังตั้งอยู่นั้น มีความพยายามหลบหนีข้ามเขตแดนราว 5,000 ครั้ง มี 192 คนถูกฆ่าระหว่างการหลบหนี และอีกประมาณ 200 คนบาดเจ็บสาหัส ในช่วงแรกนั้น การหลบหนีเป็นไปอย่างไม่ยากนัก เนื่องจากกำแพงในช่วงแรกเป็นเพียงรั้วลวดหนามเตี้ย ๆ และบางส่วนก็กระโดดออกมาทางหน้าต่างของตึกที่อยู่ติดกับกำแพง แต่ไม่นานนักกำแพงก็เปลี่ยนเป็นคอนกรีตที่แน่นหนา ส่วนหน้าต่างตึกต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับกำแพงก็ถูกก่ออิฐปิดตาย

           การหลบหนีครั้งที่ไม่สำเร็จที่โด่งดังที่สุดก็คือ เมื่อครั้งที่นายปีเตอร์ เฟตช์เตอร์ (Peter Fechter) ถูกยิงและปล่อยให้เลือดไหลจนตายต่อหน้าสื่อมวลชนตะวันตก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ผู้หลบหนีรายสุดท้ายที่ถูกยิงตายคือนาย Chris Gueffroy เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)

 

 

 

           ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 นาย Günter Schabowski รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการ (Minister of Propaganda) ของเยอรมนีตะวันออกได้แถลงข่าว (ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของเขาเอง) ว่าทางการจะอนุญาตให้ชาวเบอร์ลินตะวันออก ผ่านเข้าออกเขตแดนได้อย่างเสรีอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง ผู้คนนับหมื่นที่ได้ทราบข่าวก็ได้หลั่งไหลไปยังด่านต่าง ๆ ของกำแพง. หลังจากความโกลาหลอยู่ช่วงหนึ่ง เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังไม่ได้รับคำสั่งใด ๆ จากทางการ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ต้องยอมปล่อยให้ฝูงชนผ่านเขตแดนไปอย่างไม่มีทางเลือก ชาวเบอร์ลินตะวันตกออกมาต้อนรับชาวเบอร์ลินตะวันออก บรรยากาศในเช้ามืดวันนั้นเหมือนงานเฉลิมฉลอง ชาวเยอรมันจึงถือกันว่าวันนี้เป็นวันล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

           สำหรับการทุบทำลายตัวกำแพงนั้น เริ่มเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2533 โดยคงเหลือกำแพงบางช่วงไว้เป็นอนุสรณ์ และในภายหลัง ซากกำแพงบางส่วนก็ถูกจำหน่ายเป็นของที่ระลึก ส่วนบางส่วนก็ถูกนำไปตั้งแสดงที่อื่นเพื่อเป็นอนุสรณ์ เช่นที่ด้านหน้าสภายุโรป ณ กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม

           การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินนั้น ได้เป็นขั้นตอนแรกของการรวมชาติเยอรมนีในที่สุด เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2533 และได้ถือเอาวันนี้เป็นวันชาติของประเทศเยอรมนีใหม่

 

 

           ภาพนี้เป็นภาพเกี่ยวกับกำแพงเบอร์ลินที่มีชื่อเสียงภาพนึง เป็นภาพทหารยาม เยอรมันตะวันออกพยายามหลบหนีข้ามมาฝั่งตะวันตกขณะปฏิบัติหน้าที่ 

เครดิตบทความ  วิกิพีเดีย

เครดิตภาพ         เด็กดีดอทคอม  

 

 

 

อ่านเรื่องกำแพงเบอร์ลินแล้วให้รู้สึกว่า

คำว่า เสรีภาพ กับ  การจำกัดสิทธิเสรีภาพ  มันต่างกันด้วยความเจ็บปวดเด่นชัดอย่างไร 

 

ไม่ว่ากำแพงเบอร์ลินจะถูกสร้างด้วยเหตุผลใดก็ตาม

สุดท้ายกำแพงเบอร์ลินก็ถูกทลายลงด้วยแรงใจของผู้อยู่หลังกำแพงทั้งสองด้าน 

 

เกิดมาเป็นคนในครั้งหนึ่ง

จะไปยึดติดอะไรกันนักหนา จะสร้างกำแพงใจขึ้นมากีดกั้นกันและกันให้ห่างไกลไปทำไม

เมื่อไรที่วางอัตตาลง.. . เมื่อนั้น กำแพงใดก็ไร้ความหมาย 

 

ชอบความหมายของเพลงนี้

ขอนุญาตนำเสียงร้องของคุณไรดิน่าโจนส์ มาลงนะคะ    

 

 

ฟ้ามิอาจกั้น 

ขับร้องโดย คุณไรดิน่าโจนส์  

 

ถึงฟ้าจะกั้น ให้ฉันและเธอ ไกลกันสุดตา
หรือว่าภูผา ทอดยาวขวางหน้า บังตาแค่ไหน
แม้มีทะเล เหลือหยั่งคะเน มากั้นเราไว้
อย่าได้ตกใจ ถึงห่างแค่ไหน ก็ไม่สำคัญ
อำนาจใดใด ที่ในโลกนี้ ไม่มีความหมาย
แม้แต่ภูผา ก็อาจทะลาย มิอาจขวางกั้น
รักเรามีปีก บินหลีกข้ามฟ้า ไปมาหากัน
ขอให้รักฉัน แน่นอนเท่านั้น ฟ้าดินเกรงกลัว
ถึงฟ้าจะกั้น ให้ฉันและเธอ ไกลกันสุดตา
หรือว่าภูผา ทอดยาวขวางหน้า บังตาแค่ไหน
แม้มีทะเล เหลือหยั่งคะเน มากั้นเราไว้
อย่าได้ตกใจ ถึงห่างแค่ไหน ก็ไม่สำคัญ
อำนาจใดใด ที่ในโลกนี้ ไม่มีความหมาย
แม้แต่ภูผา ก็อาจทะลาย มิอาจขวางกั้น
รักเรามีปีก บินหลีกข้ามฟ้า ไปมาหากัน
ขอให้รักฉัน แน่นอนเท่านั้น ฟ้าดินเกรงกลัว...

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เจ๋งดีอ่ะ...ผมชอบconfused smile

#1 By Interlute on 2008-12-14 22:18

เพลงเพราะ....ชวนให้นอนจัง.....





ฝันดีนะครับ....
big smile
big smile

#3 By ~ N ~ on 2008-12-14 22:19

กำแพงใจ..หนายิ่งกว่าอิฐหนัก
angry smile angry smile

#4 By |:| ShaKo |:| on 2008-12-14 22:22

กำแพงใจ.. หนายิ่งกว่าอิฐหนัก
แม้จะผลัก.. มิอาจทำกำแพงไหว
จวบจนวาง.. กำแพงแห่งหัวใจ
เมื่อนั้นเรา.. จะไม่ไกลจากกันเลย big smile

#5 By ~ N ~ on 2008-12-14 22:29

เราสัมผัสกันที่ใจ จะใกล้ไกลก็อุ่นใจที่มีกันbig smile

#6 By V@R on 2008-12-14 22:32

เพิ่งเคยฟังเพลงนี้เป็นครั้งแรกค่ะ..

เพราะดีค่ะ..ชอบค่ะ..

ทะลุกำแพงได้อยู่แล้ว..big smile
พักนี้มาแนวสัมผัสของหัวใจบ่อยแฮะ


คุณนันท์อนเลิฟหรืออย่างไร sad smile confused smile


#8 By Here Be.๛๛๛๛ on 2008-12-15 01:45

อินเลิฟ...

#9 By Here Be.๛๛๛๛ on 2008-12-15 01:46

เฮีย นันท์ ก็สัมผัสหัวใจมาตั้งแต่เปิดบล็อกแล้วไม่ใช่หรอคะ cry

ไม จึง เพิ่งมาสงสัย question

#10 By ~ N ~ on 2008-12-15 07:49

กำแพงใดไม่หนาแน่นเท่ากำแพงใจ big smile

#11 By ~NuDeE~ on 2008-12-15 09:04

กับคำถามข้างบนแก้วว่าทรมานเหมือนๆ กันค่ะ
แต่ว่าคนละแบบ แต่อันไหนจะมากน้อยกว่ากันนั้น
ขึ้นอยู่กับว่าใจคนๆ นั้นยอมรับความจริงได้แค่ไหน

คิดถึงพี่นันท์จังเลย big smile

#12 By kaew on 2008-12-15 10:29

จะข้ามกำแพงใจอย่างไรดีหนอembarrassed

#13 By Kaeyjung on 2008-12-15 10:47

พี่นันท์มาชวนง่วงแต่เที่ยงวันเลย

sad smile

#14 By # li DarK_SpritE il # on 2008-12-15 11:49

คนที่อยู่ห่างไกลกันด้วยระยะทาง.. .รอเพียงเวลาที่พาให้มาพบกัน

กับคนที่อยู่ใกล้กันเพียงสันกำแพงกั้นแต่ไม่อาจเอื้อมมือเพื่อรับสัมผัสกันไว้ไม่ว่าจะนานเท่าใด


มันก็คงเหมือน เพลง ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บมั้งคะพี่นันท์sad smile

#15 By # li DarK_SpritE il # on 2008-12-15 11:55

มาร่วมทำลายกำแพงค่ะ..big smile
big smile

#17 By Johny - Co on 2008-12-15 13:29

กำแพงหนากั้นใจ
ทำลายเท่าไรก็ไม่พัง
แถมยังเจ็บหนักกว่าเดิมอีกค่ะ

#18 By iDoi* on 2008-12-15 13:55

ไม่ได้ฟังเพลงนี้นานมากแล้ว ชอบจัง big smile

#19 By นกจร on 2008-12-15 15:08

โหวว เพลง


ฟังแล้วขนลุกเลยค่ะ!!
ฟังเพลงนี้ละคงเป้นรุ่นแม่ฟัง เหอๆ

#21 By DeepSnowzIndy on 2008-12-15 21:19

ผมเกิดไม่ทัน

#23 By อาชาชาญ on 2008-12-15 23:47

จริงดิ embarrassed

#24 By ~ N ~ on 2008-12-16 00:06

กำแพงใจนี้ ช่างหนาเสียจริงๆ

#25 By ~ N ~ on 2008-12-23 07:26