ร้องไห้ทำไม?.. ร้องแล้วได้อะไร?
posted on 01 Mar 2009 20:09 by ploypee
“ พอได้หรือยัง... ? สองสัปดาห์เต็มๆ แล้วนะ ที่เป็นอย่างนี้ ”
พี่คนหนึ่งถามน้องในที่ทำงานหลังจากเห็นเธอเสียน้ำตาให้กับบางเรื่องอย่างทุกข์ระทมใจอยู่เกือบสองสัปดาห์ ฟังแล้วก็อดคิดตามไม่ได้
ความรู้สึกของคนถามและคนถูกถามอาจจะแตกต่างกันและสัมผัสได้ถึงความห่วงใยของผู้ถาม
ทำไมต้องร้องไห้?
หากไม่ใช่นักแสดง หากไม่ใช่เพราะฝุ่นผงละอองที่ปลิวเข้าตา การที่คนหนึ่งคนจะกลั่นน้ำตาออกมาแต่ละหยดคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วทำไมต้องร้องไห้?
ตอนเป็นเด็กจำได้ว่าเคยทำผิดแล้วกลัวจะถูกตีก็ร้องไห้ แต่ถึงร้องไห้ก็ถูกตีอยู่ดี (พ่อดุมาก) ตอนเด็กเหตุผลในการร้องไห้มีไม่กี่อย่าง กลัว โกรธ น้อยใจ เสียใจ พอได้ดังใจแล้วก็หยุดร้อง แต่เหตุผลในการร้องไห้เมื่อโตแล้วนี่สิที่น่าคิด
อาจเคยได้ยินบางคนกล่าวว่า “อยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออกเหมือนน้ำตามันตกใน.. .”
เคยสังเกตไหมว่าหลังการร้องไห้มาอย่างหนักเราจะรู้สึกดีขึ้นไม่มากก็น้อย จะเชื่อได้ไหมว่าการร้องไห้เป็นการบำบัดความเจ็บป่วยทางใจได้อีกวิธีหนึ่ง แต่การร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ สุขภาพกายจะทรุดโทรมลงเพราะร่างกายสูญเสียโปรตีนกอรปกับการนอนไม่หลับ
นอกจากจะรับรู้ว่าน้ำตามีรสออกเค็มแล้ว ควรจะรู้ด้วยว่าน้ำตามีส่วนประกอบของโปรตีนอยู่ด้วย ขอตัดบทความส่วนหนึ่งที่น่าสนใจมาให้อ่านกันนะคะ
นักชีวเคมีแห่งศูนย์วิจัยน้ำตา ชื่อ วิลเลี่ยม เฟรย์ ได้ให้ความสนใจและทำการศึกษาวิจัยเรื่องของน้ำตา มาเป็นเวลานานกว่า 15 ปี ได้เขียนผลการวิจัยไว้น่าสนใจคือ
การหลั่งน้ำตาของคนเรานั้นถูกควบคุมโดยต่อมน้ำตา ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดความเข้มของน้ำตา และควบคุมปริมาณ การขับถ่ายธาตุแมงกานีส รวมทั้งแร่ธาตุอื่นๆ ที่ร่างกายสร้างขึ้นขณะที่อารมณ์เปลี่ยนแปลงออกไปจากร่างกาย และพบว่า ปริมาณของแร่ธาตุต่างๆ ที่มีในน้ำตานั้น มากกว่าที่มีในกระแสเลือดถึง 30 เท่า และได้อธิบายว่า การที่ผู้ร้องไห้จะสบายขึ้น เป็นเพราะว่าร่างกายได้ขจัดเอาสารเคมีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีความทุกข์ออกไปจากร่างกายพร้อมน้ำตานั่นเอง ในการศึกษาของเฟรย์พบว่าผู้ชาย 73% และผู้หญิง 75% ที่กล่าวว่ารู้สึกสบายขึ้นหลังการร้องไห้
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในเรื่องส่วนประกอบทางเคมีของน้ำตาที่หลั่ง เนื่องจากสาเหตุที่แตกต่างกันพบว่า ประกอบด้วยสารเคมีบางอย่าง ที่เหมือนกันและบางอย่างที่แตกต่างกัน ซึ่งได้มีการทดลอง โดยใช้ชายหญิงจำนวนร้อยคนหลั่งน้ำตาด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน 2 วิธีคือ วิธีแรกโดยการหั่นหัวหอมสดทำให้เกิดการระคายเคืองตา น้ำตาก็จะไหลออกมา กับอีกวิธีหนึ่งก็คือกระตุ้นให้เกิดความรู้สึก สะเทือนอารมณ์โดยให้ดูภาพยนต์ 3 เรื่อง ที่ดูแล้วจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แล้วนำน้ำตาที่หลั่งเนื่องจากสาเหตุทั้งสอง มาวิเคราะห์หาส่วนประกอบดูความเหมือนและความแตกต่าง
พบว่าส่วนประกอบที่แตกต่างกันก็คือ ปริมาณของโปรตีนในน้ำตา น้ำตาที่หลั่งเนื่องจากความรู้สึกสะเทือนอารมณ์จะมีโปรตีนสูงกว่า น้ำตาที่หลั่งเนื่องจากการระคายเคืองตาถึง 24% และเราสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ผู้ที่ร้องไห้มากสาเหตุจากสะเทือนอารมณ์มักจะมีสุขภาพทรุดโทรมลง อย่างรวดเร็ว ซึ่งน่าจะเป็นเพราะร่างกายต้องสูญเสียโปรตีนสูง ประกอบกับในภาวะดังกล่าวมักจะมีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วยนั่นเอง
ที่มา..บทความประกอบรายการวิทยุ พิพิธวิทยา ศูนย์วิทยาศาสตร์ เพื่อการศึกษาแห่งชาติ ร่วมกับ บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน
เครดิต อ่านเพิ่มเติมได้จาก น้ำตา
ทางหลักการแพทย์จีน กล่าวว่าการร้องไห้เกี่ยวข้องกับพลังหยิน-หยาง ด้วย อธิบายไว้อย่างน่าสนใจ อ่านเพิ่มเติมได้จาก กลไกการหลั่งของน้ำตา
เมื่อใดที่เราอยากร้องไห้ จงร้องไปเถอะ อย่าไปมัวหาสาเหตุว่าเราร้องไห้ทำไม? ไม่มีใครที่ไม่มีปัญหาชีวิตก็เหมือนทะเล เดี๋ยวก็สงบเดี๋ยวก็มีคลื่นลม
เพียงให้รู้จักร้อง รู้จักหยุด และควรรู้ว่าหลังจากร้องไห้ไปแล้วเราควรต้องทำอะไร.. . ก็พอ
ปล ความเห็นจากกระทู้ ร้องไห้ทำไม?
Ballade Pour Adeline - Richard Clayderman
มันต่างก้อคือร้องไห้ทั้งนั้น
#1 By กระต่ายป่านึ่งมะนาว on 2009-03-01 20:28