โบนัสหายไปไหน? & เศรษฐกิจแบบพอเพียง
posted on 08 Mar 2009 16:12 by ploypee
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับเมลจากผู้บริหารประกาศให้พนักงานทุกคนร่วมกันประหยัดทรัพยากรและพลังงานที่ใช้ในสำนักงานทุกประเภท ตรวจตราเรื่องการปิดแอร์ ปิดน้ำ ปิดไฟฟ้า ที่ไม่ใช้ มีคำสั่งงดซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนทุกชนิด (ยกเว้นแต่ที่สำนักงานต้องจัดหาให้ ; กระดาษ หมึกพิมพ์ เป็นต้น), การควบคุมค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า, บิลน้ำมันที่นำมาเบิก, ค่าโทรศัพท์ที่มีมือถือให้ใช้ถูกกว่าแต่ชอบใช้เบอร์สำนักงานกัน, กระดาษพิมพ์กันทิ้งๆ ขว้างๆ กลายเป็นกระดาษเสียสองสามวันจะเป็นรีมๆ ฯลฯ
ความจริงเรื่องนี้ควรจะทำมานานแล้ว แต่เนื่องจากก่อนนี้บริษัทยังไม่กระทบอะไรเท่าไรจึงไปมุ่งเน้นให้ความสำคัญเรื่องยอดขายกันมากกว่า แต่ปัจจุบันต้องหันกลับมามองในทุกๆ จุดขององค์กรกันแล้ว
องค์กรเริ่มรัดเข็มขัด แล้วเราต้องรัดอะไรจึงจะปลอดภัยในภาวะเช่นนี้
หันมามองการใช้จ่ายเงินของตัวเองก็เห็นช่องโหว่มากพอสมควร มีหลายเรื่องที่ติดจะเป็นเรื่องสุรุ่ยสุร่าย ติดความสะดวกสบาย เช่น
บางทีเหนื่อยๆ (+ขี้เกียจ) ก็เรียกแท็กซี่กลับบ้านเสียไป 160-200 บาท ทั้งที่ถ้านั่งรถไฟฟ้า แล้วต่อ ปอ. ก็เสียแค่ 43 บาท เท่านั้น เดือนหนึ่งกลับแท็กซี่ห้าหรือหกวันก็หมดไปเป็นพันบาทแล้ว
ซื้อขนมมาเผื่อจะหิว หลายครั้งที่ไม่หิวก็ต้องทิ้งไปเพราะข้ามวันก็ไม่ควรทานแล้ว ซื้อมาอย่างน้อยก็ครั้งละ 20 บาท
ยังดีที่เป็นคนไม่ติดใช้บัตรเครดิต เพราะไม่อยากเป็นหนี้ในอนาคต ตอนนี้มีบัตรเครดิตไว้เพื่อตัดจ่ายค่าเบี้ยประกัน จ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์ (ติดสะดวกสบาย เลยต้องเสียค่าธรรมเนียมบัตรกันไป)
เห็นบางคนที่ชอบใช้บัตรเครดิตรูดปื๊ดๆ สิ้นงวดก็วิ่งหาเงินไปจ่ายค่าบัตรเพราะลืมออมส่วนนี้ไว้ คงจะเครียดน่าดู
อื่นๆ อีกมากมายๆ ๆ (คิดถึงเพลงเลย)
จริงๆ ถ้าประหยัดกว่านี้คงเหลือเก็บมากกว่านี้นะ เห็นชิวๆ ทำกระปุกเพื่อออมเงินคงจะต้องหันมาออมบ้างแล้ว
ลองมามองมุมมองของผู้บริหารกันบ้างดีกว่า
ที่บริษัทเก่าที่เคยทำงานอยู่
วันหนึ่ง MD เดินเข้ามาในออฟฟิสเพื่อมาหา ผจก.ทั่วไป ช่วงรอ ผจก. ทั่วไป MD ท่านก็เดินทักทาย ผจก.แผนกไปด้วย สายตาก็มองสำรวจไปทั่วเราเห็นท่านมองตามพื้นแล้วขมวดคิ้วแต่ไม่พูดอะไร ก่อนออกจากห้องก็ยังกวาดสายตาไปรอบๆ อีกครั้ง
ผ่านไปอีกหลายเดือน ถึงวันมิตติ้งสัมมนานอกสถานที่ “หลักสูตรการเป็นผู้นำที่ดี” หลังกล่าวเปิดงานเสร็จ MD ท่านก็หยิบคลิปหนีบกระดาษขึ้นมาหนึ่งตัวแล้วถามว่า “รู้ไหมว่าทำไมปีนี้คุณได้โบนัสกันน้อย”
แล้วกล่าวต่อ
ครั้งหนึ่ง ผมไปสัมมนา วิทยากรเล่าให้ฟังถึงบริษัทๆ หนึ่ง ท่านขอสงวนนามบริษัทไว้เซลบริษัทนั้นได้ไปติดต่อขายสินค้าให้กับบริษัทหนึ่ง โปรเจคนั้นมีมูลค่าสูงทีเดียวและหากลูกค้าตัดสินใจซื้อครั้งหนึ่งแล้วพอใจสินค้า อาจจะมาเป็นลูกค้าประจำได้ในอนาคต
หลังจากไปนำเสนอสินค้าให้ลูกค้า ปรากฏว่าลูกค้าพึงพอใจผลิตภัณฑ์เป็นอย่างยิ่ง แต่ก่อนตัดสินใจซื้อลูกค้าขอไปดูตัวสินค้าก่อน ไปดูโรงงานดูขั้นตอนการผลิตเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ เซลตกลงทันทีเพราะมั่นใจในกระบวนการผลิตและคุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐานของบริษัท กลับมาทำเรื่องรายงานผู้บริหารและนัดวันการเข้าเยี่ยมชมของลูกค้า
ถึงวันนัดหมาย ผู้บริหารมีเรื่องด่วนเรียกเซลมาประชุม เซลชี้แจงว่าวันนี้นัดลูกค้ารายใหญ่ไว้สำคัญมาก ขอต้อนรับลูกค้าก่อนได้ไหมแล้วค่อยเข้าประชุม แต่ผู้บริหารบอกว่าไม่ได้เรื่องที่เขาต้องการนั้นสำคัญกว่า เซลจึงต้องเข้าประชุมปล่อยให้ลูกค้านั่งรอไปเป็นชั่วโมง
ออกจากห้องประชุม เซลรีบไปพบลูกค้าพร้อมคำขอโทษมากมาย สีหน้าของลูกค้าที่แสดงความไม่พึงพอใจตอนแรกเริ่มดีขึ้น หลังจากเข้าชมโรงงานด้วยกันลูกค้าตอบว่าเขาพอใจสินค้า การผลิต และการเจรจา ขอกลับไปทบทวนอีกครั้งเรื่องออเดอร์แล้วจะตอบกลับมา หลังจากเซลไปส่งลูกค้าขึ้นรถเรียบร้อยเขาก็กลับไปทำงานต่อ
เมื่อรถของลูกค้าขับออกมาถึงประตูโรงงาน รปภ. ได้โบกให้เขาหยุดรถเพื่อจะให้รถขนสินค้าของโรงงานออกไปก่อน ลูกค้าร้องขอให้เขาออกไปก่อนได้ไหมเพราะมีประชุมต้องรีบไป แต่ รปภ. ปฏิเสธเพราะคิดว่าหน้าที่ของเขาคือการปล่อยรถของโรงงานสำคัญกว่า จนเมื่อรถขนสินค้าออกไปหมดแล้วจึงปล่อยให้รถลูกค้าขับออกไป
วันรุ่งขึ้นบริษัทได้รับหนังสือแจ้งยกเลิกออเดอร์ทั้งหมดและปฏิเสธการนำเสนอในคราวต่อไป
MD กล่าวว่า คำว่า “องค์กร มิได้หมายถึงผู้บริหาร ตัวบริษัท แต่เป็นทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นมา” การมีพนักงานขายที่เก่งแต่ผู้บริหารไม่เก่ง การมีผู้บริหารที่เก่งแต่พนักงานไม่เก่ง องค์กรไหนๆ ก็ไม่แข็งแรงและอย่าไปคาดหวังผลกำไร
ผมเดินเข้าไปในสำนักงาน เห็นคลิปพวกนี้ตกอยู่ตามพื้นเต็มไปหมด พอคลิปหมดคุณก็เบิกใหม่ แล้วไปทำตกใหม่ ไหนจะเรื่องอื่นๆ อีก น้ำไฟที่ไม่ประหยัด สิ่งเหล่านี้คือโบนัสของคุณที่สูญไป (หมายถึงโบนัสส่วนที่หายไป ทำให้ได้รับเงินโบนัสน้อยลง)
หากเราประหยัดจนเป็นนิสัยและช่วยเหลือองค์กร ผลกำไรขององค์กรก็ย้อนกลับมาหาเราเอง ตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจโลก กำลังอยู่ในภาวะช่วงชิงทรัพยากรกันอยู่ ต้องใช้สอยกันอย่างประหยัด
คงต้องหันมารัดเข็มขัดความคิดใหม่อีกครั้งกระมัง ว่า “ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ”
ในภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้หันมาดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริกันดีกว่านะ ^ ^
ความพอเพียงตามแนวพระราชดำริ
เศรษฐกิจแบบพอเพียง
... .
การผลิตจะต้องตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “บุคคล” กับ “ระบบ” การผลิตนั้นต้องยึดมั่นในเรื่องของ “คุณค่า” ให้มากกว่า “มูลค่า” ดังพระราชดำรัส ซึ่งได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้ที่ว่า
“…บารมีนั้น คือ ทำความดี เปรียบเทียบกับธนาคาร …ถ้าเราสะสมเงินให้มากเราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ย โดยไม่แตะต้องทุนแต่ถ้าเราใช้มากเกินไป หรือเราไม่ระวัง เรากิน เข้าไปในทุน ทุนมันก็น้อยลง ๆ จนหมด …ไปเบิกเกินบัญชีเขาก็ต้องเอาเรื่อง ฟ้องเราให้ล้มละลาย เราอย่าไปเบิกเกินบารมีที่บ้านเมืองที่ประเทศได้สร้างสมเอาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราให้เกินไป เราต้องทำบ้าง หรือเพิ่มพูนให้ประเทศของเราปกติมีอนาคตที่มั่นคง บรรพบุรุษของเราแต่โบราณกาล ได้สร้างบ้านเมืองมาจนถึงเราแล้ว ในสมัยนี้ที่เรากำลังเสียขวัญ กลัว จะได้ไม่ต้องกลัว ถ้าเราไม่รักษาไว้…”
การจัดสรรทรัพยากรมาใช้เพื่อการผลิตที่คำนึงถึง “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่าง “บุคคล” กับ “ระบบ” เป็นไปอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายทั้งทุนสังคมและทุนเศรษฐกิจ นอกจากนี้จะต้องไม่ติดตำรา สร้างความรู้ รัก สามัคคี และความร่วมมือร่วมแรงใจ มองกาลไกลและมีระบบสนับสนุนที่เป็นไปได้
ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง
1. พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน 2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กินเองในครัวเรือน เหลือจึงขายไป
2. พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ (ใช้จุลินทรีย์ผสม น้ำถูพื้นบ้าน จะสะอาดกว่าใช้น้ำยาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล)
3. พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด
“ การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง ”
“เศรษฐกิจพอเพียง” จะสำเร็จได้ด้วย “ความพอดีของตน”
ที่มา : อ่านฉบับสมบูรณ์จาก เว็บไซด์เทิดพระเกียรติในหลวง เรื่อง ในหลวงของชาวไทย
เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจสำหรับคนยากคนจน ไม่ใช่เศรษฐกิจที่จะต้องมาห่อตัว พระองค์ท่านให้ร่ำรวยแต่ร่ำรวยแล้วต้องรักษาให้คงอยู่ ร่ำรวยและต้องยั่งยืน และต้องกระจายอย่างทั่วถึง พระองค์ท่านรับสั่งให้คำไว้สามคำเป็นหลักสามประการและฐานใหญ่ไว้หนึ่งฐาน เป็นแนวทางของการพัฒนาประเทศ และจะนำไปใช้ในการบริหารงานในองค์กรใดๆ ก็ได้ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง ให้ใช้เหตุผลอย่าใช้กิเลสตัณหาเป็นเครื่องนำทาง อย่าเอาแต่กระแส ต้องมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะเลือกหนทางว่าประเทศไทยต้องการจะพัฒนาไปทางไหนไม่จำเป็นต้องตามกระแสของโลก
ประการที่สอง ทำอะไรพอประมาณ การพอประมาณคือตรวจสอบศักยภาพของตนเองก่อน ฐานของตนเองอยู่ตรงไหน การจะพัฒนาอะไรต้องดูจากศักยภาพที่มีความเข้มแข็งก่อน
ประการที่สาม ทำอะไรให้มีภูมิคุ้มกันตลอดเวลา เพราะไม่รู้พรุ่งนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น ปัจจุบันสถานการณ์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การวางแผนพัฒนาทำได้ยาก มีปัจจัยความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีวิสัยทัศน์ ตัวอย่างเช่น เรื่องราคาน้ำมันต้องมองในอนาคต ถ้านำไบโอดีเซลมาใช้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันได้หรือไม่ เป็นต้น
ที่มา : ส่วนหนึ่งจาก การบรรยายพิเศษ เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” โดยเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา (ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล) <= คลิ๊กชมวีดีโอการบรรยายพิเศษ น่าฟังและบทความน่าอ่าน
ร้อนๆ แบบนี้ฟังเสียงนกร้องก็เย็นใจดีนะคะ ^ ^

มีครั้งหนึ่งไปเข้าห้องน้ำในออฟฟิสมีห้องน้ำหญิงสองห้อง อีกห้องหนึ่งมีคนเข้าอยู่แล้ว เข้าห้องน้ำก็คุยโทรศัพท์ไปด้วย เราก็เข้าอีกห้องหนึ่งที่ติดกัน
พอห้องข้างๆ เขาออกจากห้องน้ำ(ยังคุยโทรศัพท์อยู่) เขาล้างมือเสร็จก็ปิดไฟหมดสองดวงแล้วออกจากห้องน้ำไป เราท้วงว่าอย่าเพิ่งปิดไปแต่เขาไม่ได้ยิน
พอประตูหน้าห้องน้ำปิดสนิทคราวนี้ก็มืดละสิ เข้าใจเลยว่าคำว่า “มืดแปดด้านมันเป็นยังไง”
นอกจากจะช่วยกันประหยัดแล้ว อาจต้องดูสภาพแวดล้อมกันด้วยนะ
#1 By ~ N ~ on 2009-03-08 16:38