เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับเมลจากผู้บริหารประกาศให้พนักงานทุกคนร่วมกันประหยัดทรัพยากรและพลังงานที่ใช้ในสำนักงานทุกประเภท ตรวจตราเรื่องการปิดแอร์ ปิดน้ำ ปิดไฟฟ้า ที่ไม่ใช้ มีคำสั่งงดซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนทุกชนิด (ยกเว้นแต่ที่สำนักงานต้องจัดหาให้ ; กระดาษ หมึกพิมพ์ เป็นต้น), การควบคุมค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า, บิลน้ำมันที่นำมาเบิก, ค่าโทรศัพท์ที่มีมือถือให้ใช้ถูกกว่าแต่ชอบใช้เบอร์สำนักงานกัน, กระดาษพิมพ์กันทิ้งๆ ขว้างๆ กลายเป็นกระดาษเสียสองสามวันจะเป็นรีมๆ ฯลฯ 

 

ความจริงเรื่องนี้ควรจะทำมานานแล้ว แต่เนื่องจากก่อนนี้บริษัทยังไม่กระทบอะไรเท่าไรจึงไปมุ่งเน้นให้ความสำคัญเรื่องยอดขายกันมากกว่า แต่ปัจจุบันต้องหันกลับมามองในทุกๆ จุดขององค์กรกันแล้ว 

 

องค์กรเริ่มรัดเข็มขัด แล้วเราต้องรัดอะไรจึงจะปลอดภัยในภาวะเช่นนี้ 

 

หันมามองการใช้จ่ายเงินของตัวเองก็เห็นช่องโหว่มากพอสมควร มีหลายเรื่องที่ติดจะเป็นเรื่องสุรุ่ยสุร่าย ติดความสะดวกสบาย เช่น

บางทีเหนื่อยๆ (+ขี้เกียจ) ก็เรียกแท็กซี่กลับบ้านเสียไป 160-200 บาท ทั้งที่ถ้านั่งรถไฟฟ้า แล้วต่อ ปอ. ก็เสียแค่ 43 บาท เท่านั้น เดือนหนึ่งกลับแท็กซี่ห้าหรือหกวันก็หมดไปเป็นพันบาทแล้ว

ซื้อขนมมาเผื่อจะหิว หลายครั้งที่ไม่หิวก็ต้องทิ้งไปเพราะข้ามวันก็ไม่ควรทานแล้ว ซื้อมาอย่างน้อยก็ครั้งละ 20 บาท

ยังดีที่เป็นคนไม่ติดใช้บัตรเครดิต เพราะไม่อยากเป็นหนี้ในอนาคต ตอนนี้มีบัตรเครดิตไว้เพื่อตัดจ่ายค่าเบี้ยประกัน จ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์ (ติดสะดวกสบาย เลยต้องเสียค่าธรรมเนียมบัตรกันไป)

เห็นบางคนที่ชอบใช้บัตรเครดิตรูดปื๊ดๆ สิ้นงวดก็วิ่งหาเงินไปจ่ายค่าบัตรเพราะลืมออมส่วนนี้ไว้ คงจะเครียดน่าดู

อื่นๆ อีกมากมายๆ ๆ  (คิดถึงเพลงเลย) 

 

จริงๆ ถ้าประหยัดกว่านี้คงเหลือเก็บมากกว่านี้นะ  เห็นชิวๆ ทำกระปุกเพื่อออมเงินคงจะต้องหันมาออมบ้างแล้ว 

 

ลองมามองมุมมองของผู้บริหารกันบ้างดีกว่า

ที่บริษัทเก่าที่เคยทำงานอยู่  

 

วันหนึ่ง MD เดินเข้ามาในออฟฟิสเพื่อมาหา ผจก.ทั่วไป ช่วงรอ ผจก. ทั่วไป MD ท่านก็เดินทักทาย ผจก.แผนกไปด้วย สายตาก็มองสำรวจไปทั่วเราเห็นท่านมองตามพื้นแล้วขมวดคิ้วแต่ไม่พูดอะไร ก่อนออกจากห้องก็ยังกวาดสายตาไปรอบๆ อีกครั้ง 

 

ผ่านไปอีกหลายเดือน ถึงวันมิตติ้งสัมมนานอกสถานที่ หลักสูตรการเป็นผู้นำที่ดี  หลังกล่าวเปิดงานเสร็จ MD ท่านก็หยิบคลิปหนีบกระดาษขึ้นมาหนึ่งตัวแล้วถามว่า รู้ไหมว่าทำไมปีนี้คุณได้โบนัสกันน้อย 

แล้วกล่าวต่อ

ครั้งหนึ่ง ผมไปสัมมนา วิทยากรเล่าให้ฟังถึงบริษัทๆ หนึ่ง ท่านขอสงวนนามบริษัทไว้เซลบริษัทนั้นได้ไปติดต่อขายสินค้าให้กับบริษัทหนึ่ง โปรเจคนั้นมีมูลค่าสูงทีเดียวและหากลูกค้าตัดสินใจซื้อครั้งหนึ่งแล้วพอใจสินค้า อาจจะมาเป็นลูกค้าประจำได้ในอนาคต

หลังจากไปนำเสนอสินค้าให้ลูกค้า ปรากฏว่าลูกค้าพึงพอใจผลิตภัณฑ์เป็นอย่างยิ่ง แต่ก่อนตัดสินใจซื้อลูกค้าขอไปดูตัวสินค้าก่อน ไปดูโรงงานดูขั้นตอนการผลิตเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ เซลตกลงทันทีเพราะมั่นใจในกระบวนการผลิตและคุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐานของบริษัท กลับมาทำเรื่องรายงานผู้บริหารและนัดวันการเข้าเยี่ยมชมของลูกค้า 

 

ถึงวันนัดหมาย ผู้บริหารมีเรื่องด่วนเรียกเซลมาประชุม เซลชี้แจงว่าวันนี้นัดลูกค้ารายใหญ่ไว้สำคัญมาก ขอต้อนรับลูกค้าก่อนได้ไหมแล้วค่อยเข้าประชุม แต่ผู้บริหารบอกว่าไม่ได้เรื่องที่เขาต้องการนั้นสำคัญกว่า เซลจึงต้องเข้าประชุมปล่อยให้ลูกค้านั่งรอไปเป็นชั่วโมง 

 

ออกจากห้องประชุม เซลรีบไปพบลูกค้าพร้อมคำขอโทษมากมาย สีหน้าของลูกค้าที่แสดงความไม่พึงพอใจตอนแรกเริ่มดีขึ้น หลังจากเข้าชมโรงงานด้วยกันลูกค้าตอบว่าเขาพอใจสินค้า การผลิต และการเจรจา ขอกลับไปทบทวนอีกครั้งเรื่องออเดอร์แล้วจะตอบกลับมา หลังจากเซลไปส่งลูกค้าขึ้นรถเรียบร้อยเขาก็กลับไปทำงานต่อ 

 

เมื่อรถของลูกค้าขับออกมาถึงประตูโรงงาน รปภ. ได้โบกให้เขาหยุดรถเพื่อจะให้รถขนสินค้าของโรงงานออกไปก่อน ลูกค้าร้องขอให้เขาออกไปก่อนได้ไหมเพราะมีประชุมต้องรีบไป แต่ รปภ. ปฏิเสธเพราะคิดว่าหน้าที่ของเขาคือการปล่อยรถของโรงงานสำคัญกว่า จนเมื่อรถขนสินค้าออกไปหมดแล้วจึงปล่อยให้รถลูกค้าขับออกไป 

 

วันรุ่งขึ้นบริษัทได้รับหนังสือแจ้งยกเลิกออเดอร์ทั้งหมดและปฏิเสธการนำเสนอในคราวต่อไป 

 

MD กล่าวว่า คำว่า องค์กร มิได้หมายถึงผู้บริหาร ตัวบริษัท แต่เป็นทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นมา  การมีพนักงานขายที่เก่งแต่ผู้บริหารไม่เก่ง การมีผู้บริหารที่เก่งแต่พนักงานไม่เก่ง องค์กรไหนๆ ก็ไม่แข็งแรงและอย่าไปคาดหวังผลกำไร 

ผมเดินเข้าไปในสำนักงาน เห็นคลิปพวกนี้ตกอยู่ตามพื้นเต็มไปหมด พอคลิปหมดคุณก็เบิกใหม่ แล้วไปทำตกใหม่ ไหนจะเรื่องอื่นๆ อีก น้ำไฟที่ไม่ประหยัด สิ่งเหล่านี้คือโบนัสของคุณที่สูญไป (หมายถึงโบนัสส่วนที่หายไป ทำให้ได้รับเงินโบนัสน้อยลง) 

 

หากเราประหยัดจนเป็นนิสัยและช่วยเหลือองค์กร ผลกำไรขององค์กรก็ย้อนกลับมาหาเราเอง ตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจโลก กำลังอยู่ในภาวะช่วงชิงทรัพยากรกันอยู่ ต้องใช้สอยกันอย่างประหยัด 

คงต้องหันมารัดเข็มขัดความคิดใหม่อีกครั้งกระมัง ว่า  ถึงเวลาแล้วหรือยัง   

 

ในภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้หันมาดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริกันดีกว่านะ  ^ ^ 

 

 

ความพอเพียงตามแนวพระราชดำริ 

 

เศรษฐกิจแบบพอเพียง 

... .

การผลิตจะต้องตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลกับ ระบบการผลิตนั้นต้องยึดมั่นในเรื่องของคุณค่าให้มากกว่า มูลค่าดังพระราชดำรัส ซึ่งได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้ที่ว่า

 

            “…บารมีนั้น คือ ทำความดี เปรียบเทียบกับธนาคาร ถ้าเราสะสมเงินให้มากเราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ย โดยไม่แตะต้องทุนแต่ถ้าเราใช้มากเกินไป หรือเราไม่ระวัง เรากิน เข้าไปในทุน ทุนมันก็น้อยลง ๆ จนหมด ไปเบิกเกินบัญชีเขาก็ต้องเอาเรื่อง ฟ้องเราให้ล้มละลาย เราอย่าไปเบิกเกินบารมีที่บ้านเมืองที่ประเทศได้สร้างสมเอาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราให้เกินไป เราต้องทำบ้าง หรือเพิ่มพูนให้ประเทศของเราปกติมีอนาคตที่มั่นคง บรรพบุรุษของเราแต่โบราณกาล ได้สร้างบ้านเมืองมาจนถึงเราแล้ว ในสมัยนี้ที่เรากำลังเสียขวัญ กลัว จะได้ไม่ต้องกลัว ถ้าเราไม่รักษาไว้…”

 

            การจัดสรรทรัพยากรมาใช้เพื่อการผลิตที่คำนึงถึง คุณค่ามากกว่า มูลค่าจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลกับ ระบบเป็นไปอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายทั้งทุนสังคมและทุนเศรษฐกิจ นอกจากนี้จะต้องไม่ติดตำรา สร้างความรู้ รัก สามัคคี และความร่วมมือร่วมแรงใจ มองกาลไกลและมีระบบสนับสนุนที่เป็นไปได้ 

 

ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง

           1. พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน 2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กินเองในครัวเรือน เหลือจึงขายไป

           2. พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ (ใช้จุลินทรีย์ผสม น้ำถูพื้นบ้าน จะสะอาดกว่าใช้น้ำยาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล)

           3. พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด

           การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง

                                      เศรษฐกิจพอเพียง จะสำเร็จได้ด้วย  ความพอดีของตน 

 

ที่มา : อ่านฉบับสมบูรณ์จาก เว็บไซด์เทิดพระเกียรติในหลวง เรื่อง ในหลวงของชาวไทย  

 

 

เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจสำหรับคนยากคนจน ไม่ใช่เศรษฐกิจที่จะต้องมาห่อตัว พระองค์ท่านให้ร่ำรวยแต่ร่ำรวยแล้วต้องรักษาให้คงอยู่ ร่ำรวยและต้องยั่งยืน และต้องกระจายอย่างทั่วถึง พระองค์ท่านรับสั่งให้คำไว้สามคำเป็นหลักสามประการและฐานใหญ่ไว้หนึ่งฐาน เป็นแนวทางของการพัฒนาประเทศ และจะนำไปใช้ในการบริหารงานในองค์กรใดๆ ก็ได้ ดังนี้

          ประการที่หนึ่ง ให้ใช้เหตุผลอย่าใช้กิเลสตัณหาเป็นเครื่องนำทาง อย่าเอาแต่กระแส ต้องมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะเลือกหนทางว่าประเทศไทยต้องการจะพัฒนาไปทางไหนไม่จำเป็นต้องตามกระแสของโลก

          ประการที่สอง ทำอะไรพอประมาณ การพอประมาณคือตรวจสอบศักยภาพของตนเองก่อน ฐานของตนเองอยู่ตรงไหน การจะพัฒนาอะไรต้องดูจากศักยภาพที่มีความเข้มแข็งก่อน

          ประการที่สาม ทำอะไรให้มีภูมิคุ้มกันตลอดเวลา เพราะไม่รู้พรุ่งนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น ปัจจุบันสถานการณ์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การวางแผนพัฒนาทำได้ยาก มีปัจจัยความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีวิสัยทัศน์ ตัวอย่างเช่น เรื่องราคาน้ำมันต้องมองในอนาคต ถ้านำไบโอดีเซลมาใช้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันได้หรือไม่ เป็นต้น 

 

ที่มา : ส่วนหนึ่งจาก การบรรยายพิเศษ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงโดยเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา (ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล)  <=  คลิ๊กชมวีดีโอการบรรยายพิเศษ น่าฟังและบทความน่าอ่าน 

 

 

 

ร้อนๆ แบบนี้ฟังเสียงนกร้องก็เย็นใจดีนะคะ ^ ^

 

 

piano 2 -

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แล้วก็เลยมีเรื่องให้ขำปนมึนงงตามมา
มีครั้งหนึ่งไปเข้าห้องน้ำในออฟฟิสมีห้องน้ำหญิงสองห้อง อีกห้องหนึ่งมีคนเข้าอยู่แล้ว เข้าห้องน้ำก็คุยโทรศัพท์ไปด้วย เราก็เข้าอีกห้องหนึ่งที่ติดกัน

พอห้องข้างๆ เขาออกจากห้องน้ำ(ยังคุยโทรศัพท์อยู่) เขาล้างมือเสร็จก็ปิดไฟหมดสองดวงแล้วออกจากห้องน้ำไป เราท้วงว่าอย่าเพิ่งปิดไปแต่เขาไม่ได้ยิน

พอประตูหน้าห้องน้ำปิดสนิทคราวนี้ก็มืดละสิ เข้าใจเลยว่าคำว่า “มืดแปดด้านมันเป็นยังไง”

นอกจากจะช่วยกันประหยัดแล้ว อาจต้องดูสภาพแวดล้อมกันด้วยนะ sad smile

#1 By ~ N ~ on 2009-03-08 16:38

แบบนั้นก็เกินไป

#2 By iDoi* on 2009-03-08 16:41

ที่โรงเรียนก็ออกแนวประหยัดไปหน่อย
อากาศร้อนๆ ไม่ให้เปิดพัดลม
sad smile sad smile

#4 By |:| ShaKo |:| on 2009-03-08 16:57

อยู่ในห้องอบๆ ไม่เปิดพัดลม ถ้าไม่มีลมผ่าน คงอึดอัดไมน้อยเลยนะคะ sad smile

#5 By ~ N ~ on 2009-03-08 17:01

พอเพียง
ย่อม
เพียงพอ

big smile

#6 By tiew@fine on 2009-03-08 17:10

ช่วงนี้ต้องร่วมด้วยช่วยกันopen-mounthed smile

#7 By wesong on 2009-03-08 18:22

ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าทำให้เป็นนิสัยbig smile

#8 By V@R on 2009-03-08 18:50

พอเพียง...มันต้องทำให้เป็นประจำbig smile

#9 By ลูกคนโตเอง on 2009-03-08 20:59

ทั้งองค์กร ช่วยกัน ดีจัง ..

เอ่อ .. มืดแปดด้าน sad smile

#10 By antzzer on 2009-03-08 22:17


Smiley ไม่ได้แวะมานานมาก .. ขอบคุณนะคะที่ยังคงเข้ามาทักทายกัน .. ชอบรูปบนหัวบล็อคจังเลยค่ะ ต้นที่ดอกไม้สีชมพูบานเต็มไปหมดแบบนี้

เศรษฐกิจพอเพียง .. เป็นคำที่เหมาะสมมากกับภาวะโลกตอนนี้ แม้โบนัสจะหาย แต่ยังมีโอกาสที่ดีกว่ากลุ่มคนบางคนที่ต้องสูญเสียคำว่า "งาน" นะคะ

big smile big smile

#11 By Smiley on 2009-03-08 23:28

อืม..พรุ่งนี้ต้องไปประชุมเกี่ยวกับการลด cost ของบริษัทค่ะ..ดีค่ะ..ได้อ่านเอนทรี่นี้..ก็คิดไว้บ้างเหมือนกันว่าน่าจะเสนอจุดนี้..

แต่สเตชั่นเนอรี่..ไม่ได้สิ้นเปลืองมากมายอะไรเท่าไหร่ค่ะ..ในความเป็นจริง วัสดุสิ้นเปลืองฝ่ายโรงงาน..ค่อนข้างจะฟุ่มเฟือย ไม่ค่อยมีการ reused เท่าที่ควร..

และวิธีการเก็บรักษาที่ดี..ก็ช่วยลดการสูญเสียได้เหมือนกันค่ะ..big smile
big smile

เวลาผู้บริหารเขามอง เขาจะมองว่า "กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ต้องใช้สอยอยู่ทุกวันพนักงานก็มองข้าม ทรัพยากรในส่วนอื่นๆ ก็คงถูกละเลยทิ้งขว้างเช่นกัน แล้วหลายๆ อย่าง หลายๆ คน รวมกันเข้ามันก็เป็นยอดสูญเสียที่มากขึ้นตามไปด้วย"

หากเราฝึกระเบียบวินัยการใช้สอยและใช้จ่ายทั้งต่อองค์กรและต่อตนเอง ก็เป็นเรื่องที่ดีนะคะ ตัวเราก็ได้ ส่วนรวมก็ได้ด้วย big smile

#13 By ~ N ~ on 2009-03-08 23:44

อืม ไม่มีความเห้นแฮะเรื่องนี้ เพราะถ้าเป็นมุมมองเจ้าของ...ถ้าไปไม่ไหว คงไม่จำเป็นต้องให้โบนัส ถ้าคนทำงานทำได้เท่าเดิม - -!

เราต้องช่วยตัวเอง ประหยัดได้ก็ประหยัด
ดีแล้วครับที่ไม่เอาเงินอนาคตมาใช้big smile

#15 By dowrun happy (202.44.7.66) on 2009-03-09 01:44

รัดเข็มขัดความคิด ชอบจังคำนี้


อยู่ในขั้นพยายามประหยัดอยู่ครับ sad smile


big smile

#16 By Here Be.๛๛๛๛ on 2009-03-09 07:18

ช่วงนี้ต้องทำใจครับ ไม่มีโบนัสดีกว่าไม่มีงาน

#17 By CHAN on 2009-03-09 07:50

อ่าน #1 แล้วนึกขำตัวเองเหมือนกัน เพราะตอนออกจากห้องน้ำของที่ทำงานก็ไม่ได้ดูว่าห้องข้างๆมีคนอยู่เลยปิดไฟซะหมดทุกดวง ปรากฎว่าห้องน้ำอีกห้องมีเสียงกระแอมออกมา จำได้ว่าเป็นเสียงของ MD ด้วยความตกใจเลยวิ่งหนีไป ปล่อยให้ห้องน้ำยังคงมืดมิดต่อไปเหมือนเดิม sad smile

#18 By Nirvana on 2009-03-09 08:13

^
^
ตายแว๊วววววว confused smile

ดีที่ MD ท่านไม่ตามหาคนปิดไฟ ^^

#19 By ~ N ~ on 2009-03-09 08:17

เป็นช่วงเวลาที่จะได้มาทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้เคยทำกันมา....




บางที...เรื่องง่ายๆ...อาจถูกมองข้ามไป....
เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เรื่องใหม่....
แต่ถูกกระแสบริโภคนิยม+สุขนิยมบดบัง....

big smile
ความพอเพียง
ต้องช่วยกันหลายๆ คน

จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มากๆ


big smile
เศรษฐกิจ ตกต่ำ ถดถอย แย่ลง ...
อยู่ แบบ พอเพียง ประหยัด
แค่นี้ ก็ อยู่ได้แล้วครับ กับเศรษฐกิจแบบนี้ big smile

#22 By icetea on 2009-03-09 15:27

หลายๆประโยคจะเก็บเอาไปใช้ค่ะ

#23 By eeddy(อี๊ด) on 2009-03-09 16:21

ประหยัด

#24 By *รักเร้น* on 2009-03-09 21:28

ที่บริษัทก็เริ่มปรับตัว
รัดเข็มขัดทุกอย่าง
ซึ่งบางเรื่องก็ตลกๆ
ซื่งเป้นความคิดของผู้บริหารบางท่าน
ที่คิดจะประหยัด
แต่มันก็ช่วยอะไรได้ไม่มากเท่าไหร่
เพราะมันลดเชิงนโยบาย
แต่ทางปฎิบัติมันกลับกันHot!

พอเพียง พอใจ เป็นสุข big smile

#26 By clock on 2009-03-10 03:38

เป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่ความเป็นจริงที่เผชิญอยู่
ก็คือ คนนั้นร้อยพ่อพันแม่ และพอไม่ใช่ของตัว ก็ใช้กันไม่เคยประหยัดเลย แม้จะพูดไปสักเท่าไรก็ตาม

เราจึงไปกันจนถึงขั้นที่ว่า "พอ" พูดไปสองไพเบี้ย

จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ คนมือเติบใจตีบกันทั้งนั้น

#27 By Mrs. Holmes on 2009-03-10 15:30

จากมนุษย์ถ้ำ .. สู่ .. มนุษย์ตึก
ความเหมือนที่แตกต่าง - -"

สักวันจะออกจากกรอบ
และ วงจรชีวิต ทุนนิยม ..
โซ่ตรวนที่ผูกโยง เป็นค่านิยม
กลายเป็น วิถีชีวิต ในรูปแบบที่ซ้ำๆ เดิมๆ
ใครหนอผู้กำหนด..กฎเกณฑ์ที่ต้องเดิน
บอกกล่าวว่าเรา เป็น มนุษย์สังคม..
แรมรอนจากบ้าน ไกลตา มาเป็นมนุษย์ตึก

เช้าก็ อิฐปูน สายก็ ปูนอิฐ เย็นก็ อิฐปูน ..
รอบด้านเต็มไปด้วย มุม ในตู้อบและตู้เย็น
เหงื่อไหล แต่ ใจไม่สุข

และ

ฉันคือ มนุษย์ตึก
ผู้สืบทอดเจตนารมณ์อำพราง จาก มนุษย์ถ้ำ

"เราต้องประหยัด ก่อนที่หินไฟและกองเศษไม้จะหมด"
เช่นเดียวกับมนุษย์ตึก..

ลูกโป่งใส่น้ำ สนุกสนานหน้ากล่อง ในกองอิฐปูน ฮู้ล่าๆ




บ่นอะไรตรูเนี่ย - -"

#28 By Lamparm on 2009-03-10 17:53

เดือนนี้หลินเองก็ใช้เงินเยอะเหมือนกัน ผ่านต้นเดือนไปไม่กี่วัน เงินเดือนเกลี้ยงแล้ว ไหนจะค่าผ่าตัด ไหนจะมีโปรแกรมซื้อพีซีใหม่อีก กำแล้วไง ตั้งใจว่าจะไม่ซื้อของเยอะแล้ว แต่ยิ่งคิดงั้นดันยิ่งซื้อเยอะกว่าเดิมอีก เหอะๆๆๆๆ

บ้าชะมัดเรย

#29 By LhinKo^_^ on 2009-03-10 18:00

big smile

#30 By K r a i on 2009-03-10 21:49

ที่ไหนๆก็เป็นแบบนี้ค่ะ ดีกว่าโดนไล่ออกนะ มดว่า
บางที่ถึงกับลดเงินเดือนสิบเปอเซนนะ แต่ก็ยังดีกว่าไล่ออกอยู่ดีsad smile

ปล.วันนั้นต้องขอโทษที่พี่นันทักมาแล้วไม่ได้คุยพอดีง่านยุ่งอ่ะค่ะ เป็นพักๆ แล้วตอนนี้ก็เข้า เนตไม่ได้แล้ว
แต่ยังดีที่บล๊อคเข้าได้อยู่ cry

#31 By Mod Lee on 2009-03-11 09:16

ทำใจแล้วกันค่ะ

#32 By lamoon on 2009-03-11 17:26