8 เม.ย. 2552 บนถนนสายประชาธิปไตย
posted on 08 Apr 2009 22:02 by ploypee
ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยาก
ขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้ผืนฟ้ามึดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง
…………………………………………………………………………………………………
บทเพลงของคุณจิตร ภูมิศักดิ์ กับตำนานเล่าขานประชาธิปไตยอันไม่เคยจบสิ้น
เมื่อชนชั้นปกครองไม่เคยเรียนรู้ความเลวร้ายจากประวัติศาสตร์
พฤษภา 2535 (ลำดับเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ)
ฉันไม่ทันรับรู้เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 กับยังเยาว์เกินไปที่จะติดตามและเข้าใจกับ 6 ตุลา 2519 แต่ได้ติดตามพฤติกรรมความเคลื่อนไหวของบุคคลต่างๆ ใน พฤษภา 2535 การปิดหูปิดตาประชาชน การบังคับให้เผยแพร่ข่าวสารบินเบือนไปจากสถานการณ์จริงทางทีวี หนังสือพิมพ์ ของรัฐบาลเผด็จการมีผลให้กระแสความอยากรู้ความจริงของประชานเพิ่มสูงขี้นโดยไร้ขอบเขตจำกัด มีเพียงทีวีไทยช่องเดียวที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ในครั้งนั้นคือ สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 (รัฐสั่งควบคุมทีวีช่อง 11 ไม่ได้) ภาพทหารขนศพประชาชนขึ้นรถยีเอ็มซี ยังติดตาฉันอยู่ถึงวันนี้
หลังสิ้นสุดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ฉันผ่านไปท้องสนามหลวงกับเพื่อนจึงชวนกันลงไปดู ร่องรอยความเสียหายยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปกลิ่นกรุ่นควันปืนคราบเลือดเนื้อของประชาชนดูเหมือนยังไม่จางหายไปจากบริเวณนั้น
ฉันเริ่มสนใจการเมือง มองดูผู้นำคนแล้วคนเล่าที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมามีอำนาจปกครองบริหารประเทศ การสลับขั้วเปลี่ยนข้างของนักการเมืองเมื่อเวลาเป็นฝ่ายค้านทำตัวอย่างไร เมื่อเวลาเป็นรัฐบาลทำตัวอย่างไร ถูกบันทึกเก็บจำไปโดยปริยาย ผลงาน พฤติกรรมของนักการเมืองชื่อดังแต่ละคน หาผู้สง่างามโดยปราศจากจุดด่างดำไม่ได้สักคนเดียว
ภายใต้การบริหารจัดการประเทศของแต่ละผู้นำ ส่วนใหญ่อำนวยประโยชน์ให้กับคนชั้นสูงและชนชั้นกลางที่ถัดลงมา ส่วนชนชั้นรากหญ้าและเกตรกรนั้นน้อยมากที่จะได้รับการเหลียวแลบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทั้งๆ ที่เมื่อเกิดเหตุวิกฤตขึ้นคราใด ชนชั้นรากหญ้าและเกตรกรเหล่านั้นจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้ผ่านพ้นวกฤตเหล่านั้นไปได้
ประชาชนระดับล่างเขาไม่รู้หรอกว่าผู้นำที่เป็นคนดี ที่ถูกสมมุติขึ้นโดยผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดกว่า เป็นผู้เจริญกว่า เป็นผู้มีการศึกษาสูงกว่า นั้นเป็นอย่างไร
หากเมื่อมีผู้นำมาทำให้ประชาชนรับรู้ สัมผัส ซึมซับการบริหารประเทศที่เขาจับต้องได้ กินได้ อยู่ดีมีสุขได้ นั้นเป็นอย่างไร สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญ
ประชาชนถูกสอนให้คิด ให้รู้จักบริหารจัดการ การวางแผน ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ให้คำนึงถึงสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้อย่างเท่าเทียมกันในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ประชาชนไม่ใช่คนโง่อย่างที่หลายๆ คนคิดว่าเขาเป็น รวมทั้งผู้นำที่ไม่ฉลาดบางคนด้วย
ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ประชาชนระดับล่างซึ่งมีจำนวนมากที่สุดของประเทศ จะรักและเทิดทูนผู้นำที่มองเห็นคุณค่าความเป็นคนของเขา ให้การดูแลช่วยเหลือเขาอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน
หลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจโดยกำลังทหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้น ฉันก็เฝ้ามองดูความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมมาด้วยความขัดอกขัดใจ จนมาถึงวันที่ทำรัฐประหารซ่อนรูปอีกครั้งเพื่อยุบพรรคการเมืองบางพรรค ตัดสิทธินักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่พรรคการเมืองพฤติกรรมดำมืดอยู่รอดและได้ขึ้นมาครองอำนาจ
จุดแตกหักแห่งความอดทนของประชาชนก็สิ้นสุดลง ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านเรียกร้องหาความยุติธรรม เรียกร้องเอาประชาธิปไตยคืนมา นอกจากจะได้รับการเมินเฉยจากผู้นำที่ขาดหิริโอตัปปะแล้ว ยังถูกดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นพวกโง่ งมงาย ถูกชักจูง ถูกสนตะพาย ถ้อยคำหยาบคายจากความต่ำในจิตใจของผู้อ้างตัวว่าเจริญทางเทคโนโลยีถูกโพสขึ้นในอินเตอร์เนตก่นด่าประชาชนผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยไม่เว้นแต่ละวัน
ฉันเป็นคนชั้นกลาง ด้วยหน้าที่การงานอีกนานกว่าที่ฉันจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่ฉันก็ไม่ปรารถนาให้ความเดือดร้อนคุกคามผู้ที่เขาเดือดร้อนอยู่แล้วให้สาหัสไปมากกว่านี้อีก
เช้าวันที่ 8 เมษายน 2552 ฉันไหว้พระขอพรพระบนหิ้งพระ ขอพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ขอพรสมเด็จพระเจ้าตากสิน ขอพรพระสยามเทวาธิราช แล้วก็ออกจากบ้านด้วยหัวใจที่เป็นสุข ขณะนั่งรถแท็กซี่ไปทำเนียบเพื่อนโทรมาหาบอกว่า แม่ของเขาไปทำเนียบแล้วหยุดงานไปกับเพื่อนออกจากบ้านตั้งแต่เช้า ฉันตอบไปว่า ฉันกับแม่และพี่สาวก็กำลังเดินทางไปทำเนียบเช่นเดียวกันไปนั่งเป็นอีกหนึ่งพลังบริสุทธิ์เพื่อเรียกร้องเอาประชาธิปไตยของเรากลับคืนมายังที่เดิมที่ฉันเคยไปนั่งเรียกร้องมาแล้ว
“ผู้มองคนเป็นคนนั่นแหละคน ผู้มองคนมิใช่คนหาใช่คนไม่” ประโยคนี้ได้ฟังมานานจนจำขึ้นใจ
การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งประวัติศาสตร์ด้วยจำนวนประชาชนกว่าห้าแสนคน ประกอบด้วยคนทุกชนชั้นอาชีพ ข้าราชการครู อาจารย์มหาวิทยาลัย นายแพทย์ ตำรวจ ทหาร ทั้งที่ปลดเกษียณและยังอยู่ในราชการ ดารา นักร้อง ชาวไทยพุทธ ไทยมุสลิม นักธุรกิจจนถึงชนชั้นกรรมกร คงจะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ประชาชนรวมตัวกันได้มากขนาดนี้
แต่ที่ยังคงเหมือนเดิมคือการให้ข่าวบินเบือนความจริงโดยสื่อต่างๆ ที่ยังคงถูกครอบงำ
สู้เถิดประชาชน “การถูกมองว่าเป็นคนโง่ ไม่อาจทำให้เราเป็นคนโง่ตามความคิดของเขา”
สู้เถิดประชาชน “การดูถูกเหยียดหยามของเขา ไม่อาจทำให้เขาเป็นผู้ฉลาดขึ้นได้หรอก”
สู้เถิดประชาชน สู้ด้วยสองมือเปล่าและหัวใจสีแดง สู้ให้ได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาในรุ่นของเราอย่าให้เป็นภาระของลูกหลานต่อไปเลย
ระบอบเผด็จการ ขุนนางผู้กระทำตนเป็นก้อนกรวดในรองพระบาท นักการเมืองที่ทรยศหักหลังประชาชนที่เลือกท่านขึ้นมา ฉันรอดูบทจบของตัวละครการเมืองแต่ละตัวว่าจะลงเอยอย่างไร?
ขอให้ประชาธิปไตยจงเจริญ
เพลง แสงดาวแห่งศรัทธา
จิตร ภูมิศักดิ์
พร่างพรายแสง ดวงดาวน้อยสกราว
ส่องฟากฟ้าเด่นพราวไกลแสนไกล
ดั่งโคมทองผ่องเรืองรุ้งในหทัย
เหมือนธงชัยส่องนำจากห้วงทุกข์ทน
พายุฟ้า ครืน ข่มคุกคาม
เดือนลับยามแผ่นดินมึดหม่น
ดารศรัทธายังส่องแสงเบื้องบน
ปลุกหัวใจปลุกคนอยู่มิวาย
ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยาก
ขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้ผืนฟ้ามึดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง
**คำร้องทำนองโดย จิตร ภูมิศักดิ์**

ตั้งแต่อัพเอนทรี่นี้ สังเกตว่ามีคนเข้ามาเยี่ยมบล็อกมากผิดปกติ ตอนแรกก็แปลกใจตอนหลังมีใครมาเฉลยให้ฟัง ค่อยอ๋อขึ้นมาบ้าง
การอัพเอนทรี่เรื่องการเมืองเอนทรี่นี้ของฉัน เป็นการกระทำบนสิทธิเสรีภาพโดยชอบธรรม ในพื้นที่ส่วนตัวของฉันเอง ณ สถานการณ์วันที่ 8 เม.ย. 2552
ครั้งแรกฉันปิดคอมเม้นท์ เพราะไม่ต้องการให้การแสดงความเห็นของฉันเป็นชนวนความขัดแย้งทางความคิด และไม่คิดว่าความเห็นของฉันจะทำให้ใครต้องเดือดเนื้อร้อนใจ
แต่หลังจากที่ทราบว่าไปกระแทกใจใครเข้า ก็เลยเปิดคอมเม้นท์ รับฟังความคิดเห็น
อ่านได้ คอมเม้นท์ได้ แสดงความคิดเห็นเหมือนหรือต่างได้อย่างเสรีค่ะ บล็อกนี้ไม่กัดใคร
และจะตอบทุกคำถามหากต้องการคำตอบ อย่าไปทุรนทุรายในบล็อกตัวเองเพราะคุณจะไม่ได้คำตอบจากฉัน
หากใครจะอัพเอนทรี่โดยอ้างอิงเอนทรี่ฉัน โปรดส่งลิงค์มาให้อ่านด้วยนะคะ ตอนนี้ฉันติดตามข่าวสารจาก ทีวี หนังสือพิมพ์ และสถานี D-Station อยู่ ไม่มีเวลาไปเยี่ยมบล็อกใครเลย ต้องขออภัย อย่าเคืองว่าฉันไม่สนใจเอนทรี่ของคุณนะ ตอนนี้ไม่ว่างจริงๆ ค่ะ
วันนี้ทำงาน ดึกๆ มาตอบนะคะ ถ้าหากสงสัย
#1 By ~ N ~ on 2009-04-10 18:10