4 ธันวามหาราช

 

ทุกๆ วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปีประชาชนคนไทยต่างหวังว่าจะได้ฟังพระราชดำรัสจากในหลวงเพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต  แต่วันที่ 4 ธันวาคม 2551  เป็นปีแรกในรอบกว่าหลายสิบปี ที่คนไทยไม่ได้รับฟังพระราชดำรัสของ พ่อ  

 

 

พระราชดำรัส 4 ธ.ค. 2550

"ให้คนไทยปรองดอง-เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง"

 

เมื่อเวลา 16.00 น. ในวันที่ 4 ธันวาคม 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จออก ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ โดยมีนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการทหาร-พลเรือน เข้าเฝ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และได้ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลที่มาเข้าเฝ้าฯถวายชัยมงคลเนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงกล่าวถึงประเด็นความสามัคคีปรองดองในชาติ การแก้ปัญหาน้ำ พลังงานทดแทน การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ดังมีใจความว่า... 

"ขอขอบใจนายกรัฐมนตรีที่ได้กล่าวคำอวยพร และขอบใจท่านทั้งหลายที่ได้มาเยี่ยมและมาให้พร ทำให้มีกำลังใจจริงๆ การที่ท่านมานี้เป็นการให้กำลังใจ ที่บอกว่า ดูแข็งแรง ดูมีอนามัยที่ดี ความจริงไม่ใช่ความดีของแพทย์ เป็นความดีของเราที่ตั้งใจจะให้แข็งแรง เพื่อจะได้ต้อนรับท่านได้ ถ้าไม่มีความตั้งใจก็จะต้อนรับท่านไม่ได้ ไปพูดเมื่อวานซืนนี้ ทหารก็ตาม พลเรือนก็ตาม ต้องสามัคคีเหมือนขาที่ต้องเดินสามัคคีกัน สามารถเดินได้ไม่หกล้ม ถ้าไม่สามัคคีบอกแล้วว่า ประเทศประสบความหายนะ ไม่ใช่คำว่าหายนะ แต่คล้ายๆ กันว่า ถ้าไม่สามัคคี ไม่ปรองดองกัน ประเทศชาติล้ม 

 ...ผลของการล้มนั้นมีหลายอย่าง ถ้าทางกายก็กระดูกหัก และต้องเข้ารักษา รักษานานๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่ระวังประเทศชาติก็ล่ม เมื่อล่ม เราจะไปอยู่ที่ไหน หมายถึงว่าล่ม คือล่มจม ถ้าเราไม่ระวัง ล่มจมหมายความว่า ล่มลงไปในทะเล หมายความว่าประเทศไทยติดทะเล สมัยนี้เขาขู่กันว่า น้ำทะเลจะขึ้น เพราะว่าอากาศมันร้อน ทำไปทำมาก็ไม่ได้ร้อนจริง มาตั้งแต่ต้นธันวาฯนี้ คนบ่นว่าอากาศเย็น ก็ไม่รู้จะเชื่อใครว่าตอนนี้จะหนาวหรือจะร้อน คำว่าร้อนจริงๆ คือ อากาศร้อน เดือดร้อน มากกว่า ทุกคนที่มานั่งที่นี่ก็จะเดือดร้อน  

"ตามแผนของประเทศเขาบอกว่า  เมืองไทยจะล่มจะจม ความจริงยังไม่ล่ม และไม่จม แต่ถ้าไม่ระวังก็จะล่มจม เพราะฉะนั้นก็ต้องจะระมัดระวัง ทุกวันนี้ไม่ปรองดองกัน  

เมื่อไม่ปรองดองก็มีรู ก็จะล่มจมลงไป ที่จริงพยายามจะอุดช่องไว้อย่างมาก เช่นน้ำจะท่วม ก็ปิดกั้นไม่ให้น้ำท่วม แต่ที่เขาทำ น้ำจะท่วมก็ต้องสูบน้ำออกไปใส่ในทะเล ทะเลก็มีน้ำมากเกินไป น้ำก็ล้นเข้ามาในพื้นแผ่นดิน ประเทศชาติก็ล่มจม การป้องกันไม่ให้ล่มจมต้องระวังไม่ให้น้ำขึ้นมากเกินไป ถ้าน้ำขึ้นมากเกินไป  ก็ต้องแก้ไข" 

...แก้ไขนี่มีหลายวิธี ต้องทำเขื่อน แต่ว่าเขาด่าก็ว่าทำเขื่อนเท่ากับประเทศจะจมในน้ำ เพราะสร้างเขื่อนน้ำก็ต้องขังไว้ แต่การขังน้ำโดยใช้เขื่อนมีหลายวิธี ซึ่งไม่เข้าใจ ทำเขื่อนน้ำก็ท่วม  

ถ้าหากว่าทำเขื่อนแล้วไม่ระวัง ไม่ได้บริหารเขื่อนให้ดี อาจจะทำให้น้ำท่วม อย่างที่เคยพูดถึงเขื่อนป่าสัก ถ้าไม่ได้ทำ ก็จะเสียเงินเป็นพันล้านทุกปี แล้วก็เสียเงินอย่างนี้แล้วไม่ได้อะไรเลย เดี๋ยวนี้ที่ได้ทำป่าสักมา ทุกปีมีคนดี คือ ทำการเกษตรกรรมได้ผล เมื่อได้ผลแล้วก็ได้รายได้  

ถ้าไม่ได้ผลก็จะต้องน้ำท่วมทุ่ง 

"ทำโครงการอะไรก็ตามต้องมีเหตุผล ต้องบริหารงานการให้ดี พูดถึงบริหาร ข้างหน้ามีฝ่ายรัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหาร แต่บริหารนี่มีทุกอย่าง บริหารโครงการ กิจการต่างๆ บริหารการเงิน ต้องบริหารให้ดี ถ้าไม่บริหารก็ล่มจม แต่คนที่ไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร มีแต่ตำหนิติเตียนว่าไม่ทำ ที่จริงฝ่ายบริหารก็ทำ คนที่ติเตียนนั้นก็เป็นคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ตรงข้ามมีแต่ทำลาย ฉะนั้นเมื่อสองสามวันนี้กลุ้มใจที่ฟังวิทยุแล้วพูดว่า เมืองไทยนี้ ไม่ก้าวหน้าเลย ความจริงก้าวหน้า ถ้าไม่ทำอะไรเลย ป่านนี้ก็ล่มจมแล้ว ถ้าไม่ทำ ก็ล่มจมเหมือนน้ำท่วม" 

...อย่างไรก็ตาม ก็จะต้องอธิบายว่า จะเข้าโรงพยาบาล เข้าๆ ออกๆ หนังสือพิมพ์ก็ลงวันนี้เข้าสีชมพู ออกมาแต่งสีฟ้า เหมือนตำหนิติเตียนว่าทำไมเปลี่ยน ก็เข้าๆ ออกๆ ก็ต้องเปลี่ยนบ้าง  

ถ้าเข้าๆ ออกๆ แต่งเครื่องแบบก็น่าเบื่อ อย่างนั้นนายกฯก็แต่งเครื่องแบบเรื่อย เบื่อหน้าแล้ว

ก็ไล่ออก ไม่ได้ยิน เขาหาว่านายกฯแก่แล้ว  เขาว่าแก่ ที่จริง หนุ่มนิดเดียว เราก็แก่แล้ว

ไม่อยากแต่งตัวให้น่าเบื่อ วันนั้นใส่สีชมพู แล้วก็ใส่สีเขียว ใส่สีอะไรก็ได้ สีแดงก็ได้ ถึงสีแดงเป็นกาลกิณีของเรา แต่ไม่น่าจะใช่ ยังไงตั้งแต่แม่ ท่านเกิดวันอาทิตย์ท่านก็สีแดง พี่สาวก็เกิดวันอาทิตย์ พี่ชายก็เกิดวันอาทิตย์ หมายถึงสีแดง  

คนที่รับใช้ก็เกิดวันอาทิตย์ ทองแดงนี่ดีไม่เกิดวันอาทิตย์ เค้าเกิดวันเสาร์ ทองแดงสีม่วง เราก็ไม่เดือดร้อน สีม่วงก็ดี วันก่อนใส่สีม่วงก็เลยใส่ได้ทุกอย่าง  

"ใครบอกว่าเราจะไปเยี่ยมโครงการที่พระประแดง เราบอกยังไม่ไป ไม่เชื่อ ทำไปทำมาก็เชื่อ ไม่งั้นเอาเรือมาจอดให้เราไป เราก็เลยบอกว่า เรือนี่ใช้น้ำมัน เปลืองน้ำมันเหมือนกัน แต่เราจะใช้ไบโอดีเซล เขาบอกว่าใช้ไม่ได้ ถ้าใช้ไม่ได้ ก็ไม่ไป แต่เรือที่เป็นเรือแท็กซี่ เขาใช้ไบโอดีเซลได้ เดี๋ยวนี้กำลังพัฒนาไบโอดีเซล ถ้าใช้ดีเซล เปลือง แล้วก็ดีเซลจะหมดโลกแล้ว คราวก่อนไปนครนายก ใช้ไบโอดีเซลร้อยเปอร์เซ็นต์ ใช้น้ำมันแบบแก๊สโซฮอล์ 100 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นเขา ลงเขื่อนก็ไปได้ เราต้องใช้ไบโอดีเซลแบบน้ำมันปาล์มที่เราปลูกเอง มีน้อยใช้น้อย อย่าไปใช้เปลือง ปลูกต้นปาล์มแล้วมาทำเชื้อเพลิง ต้นปาล์มมาทอดปลา ทอดอะไรต่างๆ ได้ แล้วมาใส่ในรถดีเซล ได้ใช้แล้วก็ใช้ได้ มันวิ่งช้าหน่อย วิ่งช้าก็ไม่เป็นไร  

อย่าเร่งรีบ ชีวิตอย่าให้เร่งรีบเกินไป" 

...คนไทยใจดีเกินไป ยอมขาดทุน ถ้าเราขายอะไร ไม่ให้ขาดทุน ซื้ออะไรไม่ขาดทุนเรารวย แต่ว่าเราใจดีเกินไป ตอนนี้ต้องพยายามทำอะไรที่เราไม่ขาดทุน ต้องทำเอง รัฐบาลสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง เราเอากำไรมากเกินไป ไม่ทำให้ขาดทุน เราขายกันเอง ไม่ได้ขายแพง กลั่นเองก็ไม่ต้องซื้อแพง  

"เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความว่าขาดทุน กำไรของเราเอง กันเอง พูดเศรษฐกิจพอเพียงมาหลายปี เพิ่งมาเข้าใจเมื่อเดือน 2 เดือน ขอให้ศึกษากันต่อว่าคืออะไร พอเพียงไม่ใช่เพียงพอ  

ให้เหลือทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ถ้าเราทำกำไรดีมันก็ดี แต่ถ้าเอากำไรหน้าเลือดมากเกินไปไม่พอเพียง นักเศรษฐกิจบอกพระเจ้าอยู่หัวคิดอะไรแปลกๆ ก็แปลกสิ ขายไม่ให้ได้กำไร  ซื้ออะไรไม่ขาดทุน เป็นเศรษฐกิจพอเพียง คือไม่ต้องหน้าเลือด และไม่ใช่จะมีกำไรมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ให้พอเพียง ไม่ใช่เรื่องของการค้า เป็นเรื่องของการพอเหมาะพอดี เราทำพอเหมาะพอดีก็ดี" 

...เราสร้างเรือก็ต้องให้พอเพียง เรือตรวจการใกล้ฝั่ง นั่นน่ะ มันๆ ไม่พอเพียงมันเล็กเกินไป อาจจะใหญ่กว่าหน่อย แต่ถ้าใหญ่เกินไปไม่พอเพียง นี่พูดเป็นราชการลับ เรือที่พูดควรจะซื้อของรัสเซีย เรือที่สร้างใหม่ใหญ่กว่าที่เราสร้างไม่มาก นั่นละ ประสิทธิภาพสูง ราคาไม่ถึงครึ่งของเยอรมัน อเมริกัน กองทัพเรือ กองทัพอากาศซื้อชนกัน ซื้อเครื่องบิน อย่าซื้อเครื่องบินรัสเซีย ให้ซื้อเรือรัสเซีย เรือน้ำของรัสเซียดี เรือบินของรัสเซีย เข้าใจว่าใช้ไม่ได้ 

"เดี๋ยวนี้เรารวยแล้ว เงินบาท มีราคาสูง สูงเกินไปก็ใช้ซิ ใช้ในที่ที่ควร ฟังว่า รัฐบาลหรือเมืองไทย ประชาชนมีเงินเยอะ มีเงินเยอะเกินก็ใช้สิ เขาหาว่าเราเศรษฐกิจพอเพียง แต่ถ้ามีเงินก็ต้องใช้ ไม่ใช่ขี้เหนียว มีเงินซื้อไปเถอะ อะไรก็ตาม เครื่องบิน รถถัง ถ้ามีเงินเยอะ ก็ถือว่าสนับสนุนให้จ่าย เดี๋ยวนี้หนังสือพิมพ์เค้าสนับสนุนให้จ่าย แต่ถ้าไม่มีก็ระงับหน่อย ถ้าไม่มีเงิน เราจ่ายก็จะอันตราย แล้วถ้าไม่มีเงิน แล้วจ่ายก็อันตรายเหมือนกัน ถ้าคนมีเงินแล้วไม่จ่าย หมายความว่า จะเก็บไว้ทำอะไร บางคนมีเงินแล้วไม่จ่าย ให้คนอื่นจ่าย หมายความว่า คนไม่มีเงินใช้เงินเถอะ เพื่อจะได้กำไร คนที่มีเงิน ยิ่งอยากได้กำไร อย่างนี้ไม่ดี"   

...ฉะนั้นคนมีเงินก็จ่าย ก็ช่วยคนไม่มีเงิน  

นี่รู้สึกตัวว่าพูดอะไรที่ถูกต้อง คนที่มีเงินต้องจ่าย ไม่มีก็ไม่จ่าย แต่คนคิดตรงข้าม สมัยนี้คนไม่มีเงินใช้เงินมากๆ ก็ต้องไปกู้ คนมีเงินมากๆ ก็ได้กำไร ไม่พอเพียง ยังไงขอให้ที่ท่านมาได้ผลกลับไปคิดว่า ควรทำอะไร ขอให้ท่านสามารถที่จะมีจิตใจที่เข้มแข็ง แข็งแรง เพื่อที่จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็จะเป็นประโยชน์ต่อท่านเอง ก็ขอขอบใจ 

หน้า 1

เครดิต   http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02p0101061250&day=2007-12-06§ionid=0201

 

 

 

พระราชดำรัส ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาวันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2549

 

ทั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลฯ ถวายพระพรชัยมงคลในนามของคณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ 

 

เวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบ ความว่า

              ขอขอบใจที่ท่านทั้งหลายมาให้พรในวันนี้ และที่นายกฯ ได้กล่าวคำให้พร ซึ่งนับว่าเป็นคำให้พรที่ให้กำลังใจ ต้องมีกำลังใจอย่างเมื่อครู่นี้ ไม่ได้ลุกขึ้นเพราะว่ากำลังใจมีแต่กำลังกายมันไม่มี ฉะนั้นไม่ลุกขึ้นถ้าลุกขึ้นก็เสียกำลังกายเปล่าๆ แต่ท่านก็เข้าใจ ที่ว่าอย่างนี้เพราะว่าจะต้องรักษากำลังกายไว้ให้ดี ซึ่งกำลังกายไม่ค่อยดีด้วยเหตุว่า การออกกำลังเกินส่วนที่จะมีทางที่จะมีกำลังก็เลยต้องประหยัดกำลัง แต่ในเวลาเดียวกันถ้ามีกำลังกายไว้ก็คงเข้าใจว่าจะมีประโยชน์ เพราะว่าชาติบ้านเมืองต้องใช้กำลังกายกำลังจิตใจด้วย อย่างที่ท่านนายกฯ ต้องออกกำลังกายและกำลังจิตใจคนก็ได้เห็นทั้งนั้นว่าได้ประโยชน์ ก็เลยต้องอธิบายนิดหน่อย แต่การที่มีกำลังใจ กำลังกายนี้ จะต้องให้ทุกคนได้ร่วมกัน ช่วยกัน ร่วมกันออกกำลังกาย กำลังใจเพื่อให้ชาติบ้านเมืองรอดพ้นอันตรายได้ คนเอะอะเดี๋ยวนี้ก็ล้วนให้รัฐบาลต้องทำ ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ค่อยมีกำลัง เพราะว่ารัฐบาลนี้แก่มาก ความจริง ความแก่นี่เป็นกำลัง ข้าพเจ้ายังไม่ถึง 78 79 ยัง 78 พรุ่งนี้ถึงจะเป็น 79 แล้วยังไม่ถึง 80 เอะอะอะไรก็บอกว่า 80 80 ซึ่งคนที่อายุ 80 ท่านมีกำลังมาก

              ฉะนั้น ก็ นายกฯ ก็ยังไม่ 80 แต่ข้าพเจ้าอีกไม่กี่วันก็จะเข้าปี 80 ปี 80 นี้นับว่ามาก แล้วก็ความจริงคนที่อายุ 80 เชื่อว่า มีกำลังที่จะปฏิบัติงานได้อีก ไม่ใช่น้อย ฉะนั้น ที่พูดเริ่มต้นนี้ดูท่าทางเหมือนว่าน้อยใจว่าอายุมาก แต่ถ้าอายุมากขึ้น เป็นประโยชน์ได้เปรียบ คนไหนที่อายุน้อยๆ เสียเปรียบ เพราะไม่มีความรู้ เรียกว่า คนที่อายุน้อยๆ เป็นคนที่เซ่อ เป็นคนที่ไม่มีความสามารถ ฉะนั้น คนที่อายุมากๆ เป็นคนที่ได้เปรียบ เพราะว่าถ้าคุณสมบัติของคนที่มีอายุ เรียกว่า มีประสบการณ์ ก็ต้องถือว่าเป็นคนที่ได้เปรียบ แล้วก็คนที่อายุน้อย อาจจะดูถูกคนที่อายุมาก เพราะมีปมด้อยนั่นเอง คนที่อายุน้อยๆ แล้วก็ไม่มีความสามารถ เลยต้องดูถูกคนที่อายุมาก แต่ก็ขอบอกว่าคนที่อายุมาก ถ้ารักษาความดี รักษาคุณสมบัติ คุณธรรม ก็ได้เปรียบคนที่อายุน้อย และในประเทศชาติถ้ามีคนที่มีอายุมากและได้เปรียบ ถ้าท่านมีจะทำงานได้ ถ้ามีแต่คนเด็กๆ ที่ไม่ถือว่ามีความสามารถ ชาติบ้านเมืองไม่ก้าวหน้า จะต้องพูดอย่างนี้ท่านผู้ใหญ่ก็อาจจะบอกว่า นี่แหล่ะ คนที่อายุมากมีประโยชน์

              แต่คนที่อายุมาก แต่ว่าเมื่อใช้ความได้เปรียบของความมีอายุมาก ก็เป็นเด็ก เป็นคนที่มีอายุเยาว์ เป็นคนที่เยาว์ในความคิด และอันตรายมาก เพราะมีคนที่เขาบอกว่าเขาแก่แล้ว เขาน้อยใจว่าแก่ น้อยใจว่าแก่ คนอย่างนี้เป็นคนที่ไม่เป็นผู้ใหญ่ แล้วคนที่ไม่เป็นผู้ใหญ่ทำให้บ้านเมืองล่มจมได้ มัวแต่ไปน้อยใจว่าอายุมาก แก่ แล้วก็ไม่ใช้ความอายุมากเป็นประโยชน์ น่าอนาถ ถ้ามัวแต่บอกว่าเราแก่ แล้วก็น้อยใจว่าแก่ ไม่มีดีเลย ก็แสดงให้เห็นว่าแก่จริงๆ หงำเหงอะ เรียกว่าหงำเหงอะ ที่บอกว่า แก่ แล้วไม่ใช้ความแก่ ความชรา ความก้าวหน้า จิตใจที่อายุมาก ที่มีประสบการณ์ มาใช้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและต่อส่วนรวม ถ้าคนที่อายุมาก แล้วก็ใช้ความอายุมากเป็นประสบการณ์ คนมีประสบการณ์นั้นช่วยคนอื่นได้มาก เราก็ควรที่อย่าเอาคนที่ไม่มีประสบการณ์ทำให้บ้านเมืองล่มจมได้ เพราะว่าคนที่เชื่อว่า คนอายุมากเป็นคนไม่มีประสบการณ์ คนที่อายุมากมีประสบการณ์ จะมีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหนแต่ก็มีประสบการณ์ เราเรียนมามากหรือน้อยแต่ก็มีประสบการณ์ ประสบการณ์นี้ช่วยให้ส่วนรวมก้าวหน้าได้ในระยะเหล่านี้ดูว่าคนที่ไม่มีประสบการณ์ แต่กลับแก่ ได้ทำให้บ้านเมืองล่มจมไปเยอะ

              ฉะนั้น ขอให้คนที่เขาว่าแก่ แต่ว่ามีประสบการณ์แล้วมีประสบการณ์ที่ดี ทำให้บ้านเมืองดำเนินงานไปได้ ขอให้พวกที่แก่ได้มีความสำเร็จ ได้มีความสำเร็จในงานการ ก็เชื่อว่า เป็นสิ่งที่สำคัญ พูดถึงแก่ นึกแก่ อายุมากอายุน้อยพูด ต้องดูบ้าง ตอนที่ยุบรัฐบาลได้มีการตั้งรัฐบาล ก็ตั้งมาด้วยดี โดยที่คนตั้งใจที่จะทำงาน ที่จะ ก็ไม่ทราบว่าได้ตั้งใจจริงๆ หรือไม่ แต่ว่าคนแก่ขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นตำแหน่งใหญ่ก็ไม่ต้องการอะไร ไม่ได้มีความโลภว่าจะต้องการตำแหน่ง แต่เห็นว่าต้องมีคนที่อยู่ในตำแหน่งสูง ผู้ที่อายุมากก็ยอมรับ เขาจึงว่าแก่นำก็ไม่มีใครว่า ผู้ที่ได้มารับตำแหน่งรัฐบาล หรือตำแหน่งที่สำคัญๆ เพราะว่าได้ทำมามากแล้ว ที่เขาว่าแก่ ตรงข้ามก็คงต้องถือว่าเป็นคำชมเชย ว่า อุตสาหะแก่แล้วจะพักผ่อนได้ ไม่เอา เขาขอให้เป็นก็เป็น นี่เป็นสิ่งที่น่าชมเชย แต่คนที่ว่าอาจจะเป็น มาจากความอิจฉาก็ได้ อิจฉาก็ช่างเขา หมายความเขาทำไม่ได้ คนที่ว่า คนที่รับเป็น เข้าใจ เดาใจว่า ถ้าสมมติว่า ทำแล้วทำไม่ได้ก็บอกว่าทำไม่ได้ เพราะว่าไม่เคยเป็น ไม่เคยทำ หน้าที่อย่างนี้ ทำเท่าที่ทำได้ แต่เชื่อว่าทำได้ เพราะว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ ในวันที่มารับตำแหน่ง

              มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า มารับตำแหน่งในเวลาที่เป็นระยะที่เดือดร้อน ไม่ใช่เรื่องการเมือง การเมืองเบื่อแล้ว แต่ว่าน้ำมันท่วม แล้วที่บอกว่าน้ำท่วม เพราะว่าน้ำมันลงมามาก แล้ววันนี้ก็บอกว่า ความจริงไม่มากเท่าที่เคย น้ำลงมา น้ำไม่น้อย แต่ไม่มากเท่าที่เคย มา 2-3 วัน ปีนี้น้ำที่หล่นมาจากฟ้า น้อยกว่าปี 38 น้อยกว่าจริงๆ เราก็พูดพอมีประสบการณ์ จำได้ว่า น้ำปี 38 มีมากจริงๆ แต่น้ำลงมาไม่มากเท่า น้ำมันน้อยกว่า แต่ว่าปีนี้ร้ายแรงกว่า เพราะว่าบริหารน้ำไม่ดี หมายถึงว่า ถึงเวลาจะปล่อยน้ำลงไป ถึงเวลาที่จะต้องกักน้ำไว้ ไม่ทัน ปีนี้ถ้ากักเอาไว้นิดหน่อยในเวลาที่ถูกหลักถูกจังหวะ ก็เชื่อว่า ไม่ท่วมเท่าที่เป็นอยู่นี้ แต่ไม่ช้าเกินไป อีก 2-3 วันข้างหน้านี้ จะเป็นเวลาที่ต้องบริหารน้ำให้ดี เริ่มจะขึ้น-ลง มากกว่าปี 38 แต่ดูในปีนี้ แก้ไขได้ คือบริหารน้ำให้ไม่ท่วมได้ เพราะว่าเรามีอุปกรณ์ที่สมัยใหม่ ที่ทำให้น้ำลดลงไป หายไปได้ดีกว่าปี 38 ปีนี้หลายแห่งที่ทำได้ โดยเฉพาะที่แม่น้ำเจ้าพระยา ตรงปลายแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงเวลาน้ำขึ้น ก็กั้นเอาไว้ ไม่ให้น้ำมันขึ้นมาท่วม

              นี่พูดถึงเฉพาะกรุงเทพฯ ถึงเวลาปล่อย ก็ปล่อยได้ และโดยเฉพาะเป็นอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว คือ ที่พระประแดง ที่มีอุปกรณ์ที่เวลาน้ำขึ้น กักเอาไว้ แล้วเวลาน้ำลง ปล่อยให้ลง คือ ที่คลอง คนแก่จำไม่ได้แล้ว และได้ทำโครงการที่จะปล่อยน้ำไปได้ เวลาน้ำลง แล้วก็เวลาน้ำขึ้นก็ปิดเอาไว้ ดังนั้น คลอง 600 เมตร ถ้าเปิด มันก็ทะลักเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าปิด น้ำจะอ้อมไป นี่วิธีที่จะบริหารน้ำให้ดี ก็คือ วิธีการให้ทราบว่าเวลาไหนน้ำกำลังขึ้น ปล่อยให้ออกไป พอไปทางคลองเตย กว่าจะถึงตรงปลาย น้ำก็ลง พอน้ำขึ้นเป็นเวลา แล้วเวลาลงเป็นเวลา แต่ว่าเวลาน้ำขึ้น เขียนเอาไว้ว่าขึ้นเวลานั้นๆ สูง 2 เมตร 2 เมตรกว่า เวลาน้ำลง น้ำก็จะลง ลงไป ทำให้เป็นจังหวะ ถ้าไม่ได้จังหวะ เปิดประตูน้ำเวลาน้ำขึ้น มันก็ทะลักเข้ามา ก็เข้ามาอาจจะท่วมได้ น้ำอาจจะขึ้นไปสูงกว่า 2 เมตร น้ำมันขึ้น 2 เมตร 20 - 2 เมตร 30 แต่ว่าถ้าเราปิดในเวลานั้น น้ำก็ไม่ทะลักมาในถนนในกรุงเทพฯ เวลาน้ำลงก็ปล่อย หมายความว่า ต้องให้ตรง มันเป็นเวลา ถ้าทำเป็นเวลาแล้วน้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้กรุงเทพฯ ก็ต้องท่วม แต่ว่าถ้าไม่ทำให้ถูกต้อง ถูกเวลา ถ้าฝนตกด้วย ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะฝนตก แต่ว่ามีฝนตกน้ำท่วม ถ้าน้ำท่วมรถแล่นไปก็จมน้ำ

              ฉะนั้น ผู้ที่มีหน้าที่ไม่ได้ทำ แต่ตอนนี้เขาต้องทำ บอกเขา เขาทำให้ ปล่อยน้ำเวลาน้ำมันลง น้ำขึ้นก็กักเอาไว้ มีทุกอย่าง มีแห่งเดียวที่มีอุปกรณ์ ที่อื่นก็ควรจะทำ รอมาหลายปีแล้ว ควรจะทำได้ แต่ต้องลงทุนไม่ใช่น้อย ข้อสำคัญต้องลงแรง ตามคลองชายทะเลก็เคยมี เมื่อ 9 ปี เมื่อปี 38 ส่งองครักษ์ไปดู ไปดูส่วนมากเป็นตอนกลางคืน เห็นคนนอนหลับสบายที่ชายทะเล ปกติไปทางใต้เพราะว่า จะเปิดไหม เพราะว่าเขาไม่ได้บอกให้เปิดก็ไม่ปิด ปิดหรือเปล่า เขาไม่ได้บอกให้ปิด น้ำทะลักเข้ามาก็ท่วมในคลอง คลองก็มาท่วม จากชายทะเลแต่ถ้าทำถูกจังหวะน้ำไม่เกิด ตอนที่ทำทางฝ่ายรัฐบาลก็จะไม่รู้เรื่องว่าจะเป็นอย่างไร คนที่ชายทะเล ที่นอนสบายเขาบอก คุณมาจากไหน รู้ได้อย่างไร น้ำขึ้นจริงๆ นะ เขานึกว่า ทำไมมาบอก รู้ว่าขึ้นทำไมไม่ปิด รู้ว่าลงไม่เปิด แล้วเขาถาม เป็นนายพล นายพลมาจากไหน มาจากในวัง ก็เลยเข้าใจว่ารู้เรื่อง ทำไมรู้เรื่อง เขาก็เชื่อ แต่ว่านายไม่เชื่อ นายผู้ใหญ่ต่างๆ เขาไม่ได้สั่งว่าเวลานั้นเวลานั้นต้องเปิดต้องปิด ที่ต้องเปิดต้องปิดเวลานี้ เพราะว่าน้ำไม่คอยใคร น้ำขึ้นน้ำลง ท่านเป็นทหารเรือก็รู้เรื่องว่าน้ำขึ้นลงเวลาไหน ต้องรู้ น้ำขึ้น น้ำลง แล้วช่วยป้องกันไม่ให้น้ำท่วม ตัวเขานอนสบายแต่ว่าคนที่อยู่ข้างในทุกข์

              ฉะนั้น เดี๋ยวนี้ยังมีเวลาที่จะแก้ไข ไม่อย่างนั้นถึงปีใหม่น้ำก็ท่วมอีก ก็เลยบอกว่าท่านที่มีหน้าที่ไปดู เราต้องไป เขาไม่เห็นแต่อย่างไรก็น่าจะไป 2 วัน 3 วันนี้ ก็จะไปดู เพราะว่ายังจำเป็นที่จะดู แต่ว่าเห็นเป็นอย่างนี้ อาจจะไปไม่ได้ ปวดหลัง ก็เลยไม่ได้ไป แต่ที่สมเด็จพระบรมฯ กับสมเด็จพระเทพฯ ไป มันต้องมีเรื่องเวลาให้เหมาะสม ให้ถูกต้อง ทางกรมชลประทาน บอกว่า ปลายปีก็หมดแล้ว ปลายปีนี้ยังมีอีกเดือน แล้วฝนก็ยังไม่หมด ต้องทำให้ถูกต้อง เพราะเชื่อว่า มันจะไม่ช้าเกินไป จวนจะหมดฤดูกาลแล้ว แต่ว่ามาพูดเพราะว่าที่ผ่านมาพูดไม่มีใครได้ยิน เสียงมันแหบ วันนี้เสียงนับว่าดี ได้แจ้งให้ทราบว่าจะต้องทำอย่างไรสำหรับในน้ำท่วม

              แต่ว่าการที่พูดแล้วก็ไม่ได้พูดมาก พูดมากเกินไปน้ำท่วมทุ่ง กลัวเดี๋ยวน้ำท่วมทุ่งถึงนนทบุรี น้ำไม่ท่วมทุ่ง คนพูดมากจะน้ำท่วมทุ่ง ไร่นา ท่วมหมด ไม่ค่อยอยากพูดมากเกินไป พูดมากแล้ว

              เรื่องอื่นๆ ก็ไม่สำคัญ เรื่องอื่นๆ ที่พูดเราเอาไว้ปีหน้า ปีหน้าน้ำไม่ต้องท่วมทุ่ง เพราะว่านายกฯ ไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าปีหน้าจะไม่อยู่ อาจจะอยู่ก็ได้ พูดอย่างนี้เดี๋ยวฝรั่งเขาหาว่า The King นั้นสั่งนายกฯ ไม่ ไม่สั่ง สั่งไม่ได้ พล.อ.สุรยุทธ์ นี่ใครจะมาสั่งให้ทำอะไร สั่งไม่ได้ เพราะว่าท่านแข็ง ท่านแข็ง แล้วท่านก็ไม่ได้ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า เป็นคนที่มีหลักมีเกณฑ์ ดังนั้นก็ ปีหน้าสั่งอะไรไม่ได้แล้ว ปีหน้าท่านก็สบาย ไม่ต้อง นี่แสดงให้เห็นว่าทำอะไรที่ดี เรียบร้อย ก็เชื่อว่าจะทำสำเร็จ เรียบร้อย คงมีบางอย่างที่ทำแล้วรู้สึกไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือไม่ถูก แต่อย่างไรก็เชื่อว่า ทำด้วยความตั้งใจดี ทำด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ก็คงต้องผ่านอีกปี ข้ามปี อย่างนี้ต่อไปเชื่อว่าการปกครอง ขอเพียงท่านได้ทำประโยชน์ ได้ทำทุกอย่างแล้ว แต่ถ้าหากคนไม่เอา ไม่ต้องการตัวอย่าง บอกว่า ที่ทำนี่เพราะท่านโง่เขลา คนที่ตำหนิติเตียน ไม่เชื่อว่าท่านมีความ คนที่ทำมีความตั้งใจ ไม่มีผลประโยชน์ของตัว เป็นของที่สำคัญ

              แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ถ้าหากทุกคนที่มีตำแหน่งที่สำคัญ ต้องทำด้วยความตั้งใจดี ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ก็ถือว่าบ้านเมืองจะผ่านพ้นอันตรายได้ ต้องเข้าใจด้วยว่าทำไมต้องพูดอย่างนี้ ที่พูด เพราะคนที่ทำมีความตั้งใจดี แต่มีคนที่ไม่ดี ไม่มีความตั้งใจดีก็มี คนทำดีก็ตั้งใจดี แต่ตั้งใจดี ไม่รู้เรื่อง ก็อาจจะเสียหายได้ ดังนั้น ก็หวังว่า ทุกคนที่รู้หน้าที่จะได้ทำตามหน้าที่ อายุ 80 จะได้สบายใจ พี่สาวเคยบอกว่า ถึงเวลาอายุ 80 ไม่ไหว ท่านอายุ 84 ท่านไม่ค่อยสบายก็เลยต้องพูดถึงท่าน ขอให้ท่านสบายและมีความสำเร็จในการรักษาตัว เดี๋ยวนี้มีเค้าเป็นผู้ใหญ่เหลือคนเดียว คือพี่สาว คนอื่นไม่เป็นผู้ใหญ่แล้ว

              แล้วที่ท่านมาให้กำลังใจวันนี้ จะทำให้ข้าพเจ้าทำงานทำการต่อไปได้ มีความรู้สึกว่าคนเป็นรัฐมนตรีเด็กๆ ทั้งนั้น นอกจากแถวนี้ แก่ๆ ทั้งนั้น แถวนี้แก่ๆ ทั้งนั้น แต่ส่วนมากเด็กกว่าเรา ประหลาดที่สุดไม่เคยนึก มีคนเดียวที่แก่ คนเดียวที่แก่กว่า แต่ว่าท่านก็ไม่ยอมแก่ ก็เลยนึกว่าคนที่แก่แต่ไม่ยอมแก่ ทำงานเข้มแข็งก็ดี ที่แก่แต่ไม่ยอมแก่ หวังว่าทุกคนที่ทำงานด้วยความตั้งใจ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความรู้ตัวว่าทำงานด้วยความแก่ที่ดีให้สำเร็จ ขอให้ท่านประสบความสำเร็จในงานของคนแก่ แต่ว่างานที่ถูกต้อง คนทำไม่ถูกต้องไม่ได้ ไม่ให้พร ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในงานการของคนแก่ เพื่อให้ส่วนรวมได้สามารถที่จะปฏิบัติเป็นคนดี อย่างคนแก่ ทางนี้ เขาก็ถือว่าเขาก็แก่ แต่ก็ทำงานด้วยความตั้งใจ ก็ขอให้ประสบความสำเร็จเรียบร้อยทุกประการ

เครดิต http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Datebook/Datebook2549/King%20Birthday%202006.htm

 

 

 

พระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2548

 

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 4 ธ.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน โปรดฯ ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ นิสิตนักศึกษา พ่อค้าประชาชน ตลอดผู้แทนมูลนิธิต่างๆ เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 78 พรรษา 

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ขอขอบใจนายกฯ ที่ได้กล่าวอวยพรในโอกาสที่จะถึงวันเกิดในพรุ่งนี้ เข้าใจว่าจะทำให้ทุกคนทั้งในที่นี้และนอกที่นี้มีกำลังใจว่า นายกฯ พูดดี ก็ไม่ทราบว่าที่ชมนายกฯ ว่าพูดดีอาจจะมีคนไม่เห็นด้วย ที่มาพูดนี่เป็นความเดือดร้อนกับตัวเอง ถ้าชมนายกฯ คนอื่นอาจจะไม่ชมคือ ไม่ชมข้าพเจ้าว่าชมนายกฯ ทำไม แต่นายกฯ มีอยู่ไหมสำหรับให้ชม คือ ถ้ามีนายกฯ แล้วไม่ชมนายกฯ ก็ไม่ค่อยพอใจ แล้วถ้านายกฯ ไม่พอใจงานการจะไปได้อย่างไร ถึงต้องชมนายกฯ ว่า พูดดี เพราะเราถือว่านายกฯ พูดดีเพราะมาชมเรา เป็นของธรรมดาที่ทุกคนชอบให้เขาชม ไม่ชอบให้ติ

   "ข้าพเจ้าเองก็ได้ติคนอยู่เรื่อยๆ เขาก็ไม่พอใจกัน แม้ว่าจะไม่ติคน บางทีเขาไปประกาศในหนังสือพิมพ์ว่า พระเจ้าอยู่หัวติคนโน้นคนนี้ แท้จริงไม่เคยติใครเท่าไหร่ บอกว่าเท่าไหร่เพราะว่าอาจจะติ แต่ไม่ได้พูดออกมาโจ่งแจ้งว่าติ คนเราถ้าอยู่ในที่แจ้ง ในที่ที่คนเห็นมากๆ ย่อมถูกติได้ง่ายๆ เพราะว่าคนเห็นมาก ถ้าเห็นมากแล้วเราทำอะไรไม่มีดี หรือมีดีก็มีที่ไม่ดีมาก แต่ถ้าสมมติว่ามีดีมากก็ไม่เป็นไร ถ้ามีไม่ดีบ้างแล้วคนเขาติ ถ้าเรารู้สึกว่าไม่ดีมีการแสดงตนว่า รู้ว่าไม่ดีมันก็ทำให้เกิดความรู้สึก ถ้าเกิดความรู้สึกบางทีก็รู้สึกชื่นชม บางทีก็รู้สึกเคือง ถ้าผู้ที่ถูกเล็งรู้สึกว่าถูกติเตียนแล้วแสดงตัวว่าเข้าใจว่าถูกแล้วเขาติเตียนเรา แล้วเราไม่พอใจก็เสียหาย ทำให้ส่วนรวมทั้งหมดเกิดปั่นป่วน พูดแค่นี้ก็พอแล้วถ้าพูดมากกว่านี้ทำให้เกิดเรื่องยุ่ง

  "วันนี้ตั้งใจจะพูดอะไรที่ไม่พาดพิงใคร ไม่ติเตียนใคร เพราะว่าการติเตียนพาดพิงใครก็เกิดเคือง ไม่สบายใจ แต่ที่เห็นอยู่ข้างหน้านี่ มีคนที่พูดก็คงรู้ว่าใครพูด ที่พูดว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี ทำอะไรผิดแต่ก็ต้องแสดงออกมาว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ผิด ผิดไม่ได้ ซึ่งเป็นตามความจริงในระบอบประชาธิปไตย ในระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้ เขาพูดอย่างนั้น "The King can do no wrong" ท่านองคมนตรีชอบพูดว่าต้องอ่านภาษาอังกฤษ แต่ว่าเวลาที่พระมหากษัตริย์บอกว่า "The King can do no wrong" ก็เป็นสิ่งที่ผิดแล้ว ไม่ควรจะพูดอย่างนั้น

  "ความจริงเวลาอ่านตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษ มีตำราที่คนเขาอ้างอยู่เสมอ แล้วคนที่เรียนภาษาอังกฤษเรียนกฎหมายอังกฤษต้องอ้างเรื่อง "The King can do no wrong" เสมอ นักกฎหมายแถวนี้ก็พยักหน้าว่าใช่ ความจริงคำว่า "The King can do no wrong" เป็นการดูถูกพระมหากษัตริย์อย่างมาก เพราะว่าพระมหากษัตริย์ทำไมจะไม่สามารถทำผิดได้ แสดงให้เห็นว่าเขาถือว่าพระมหากษัตริย์ไม่ใช่คน แต่ว่าพระมหากษัตริย์ทำความผิดได้ ข้อสำคัญที่สุดข้าพเจ้าเป็นพระมหากษัตริย์แล้วก็เขาบอกว่าไม่ทำผิดเราก็เห็นด้วยกับเขา การทำอะไรถ้าคนเรารู้ว่าต้องมีสติ หมายความว่ารู้ว่ากำลังทำอะไร คิดอะไร แล้วไม่ปล่อยให้มันผิดออกมาก็ไม่มีผิดได้ อันนี้ก็เป็นการพูดว่าข้าพเจ้าเองไม่ผิด ไม่มีวันผิด ถ้าสมมติว่าพูดผิดเพราะไม่รู้ก็ยัง แต่ว่าถ้าผิดโดยรู้ว่าผิด การทำผิดโดยรู้ๆ ไม่ดี แต่บางที่ไม่รู้เพราะว่าไม่มีสติ ขาดสติ คือไม่ระวังตัว ทีหลังก็เสียใจ

   "เมื่อก่อนนี้ก่อนที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็เสียใจหลายครั้ง แต่ตอนที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วผิดทีหนึ่ง แบบไทยๆ ซึ่งฝรั่งเขาบอกว่าเป็น "The King" เข้าใจว่าน้อยครั้งที่จะได้ทำผิด เพราะว่าระวัง ถ้าไม่ระวังป่านนี้ก็คงตายแล้ว มันลำบากต้องระวัง ถ้าไม่ระวังก็ตาย เป็นเรื่องของธรรมชาติที่เรียกว่าการเมือง หรือการที่อยู่ในสายตาของคนนี่มันฆ่าได้ ถ้าเราไม่ระวังเราตาย ถึงบอกได้ว่าทำไม "The King can do no wrong" เพราะถ้าทำผิดก็ตาย ทุกคนต้องมีสถานะอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าพระมหากษัตริย์เก่ง แต่ทุกคนก็มีส่วนที่เก่งได้รับตำแหน่งที่สูง คนก็ชี้ว่าคนนี้สูงมากมียศศักดิ์ ซึ่งพระมหากษัตริย์เป็นยศศักดิ์สูง แต่คนที่อยู่ในที่นี้มียศศักดิ์สูง ไม่ระวังตัวก็ตายเหมือนกัน ทุกคนตั้งแต่แถวแรกจนถึงแถวสุดท้าย จนกระทั่งหลังแถวข้างนอก ทุกคนถ้าไม่ระวังก็ตาย ฉะนั้นที่พูดก็มีอะไรแปลกๆ หน่อย ไม่เคยหาว่าแช่ง แต่ที่จริงไม่แช่ง สงสาร ถ้าไม่ระวังเมืองไทยตาย ฉะนั้นก็ขอร้องอย่างเดียวว่า มาวันนี้ให้ระวังๆ ระมัดระวังที่คิด ที่พูด ที่ทำ ถ้านึกว่าทำถูกต้องก็ทำ

  "เรื่องที่มีบอกในหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ บอกว่าที่พระมหากษัตริย์ทำอะไรเขาไม่วิจารณ์ แล้วก็บอกว่าอย่าวิจารณ์ ที่จริงอยากให้วิจารณ์ เพราะว่าเราทำอะไรก็ต้องรู้ว่าเขาเห็นดีหรือไม่ดี ถ้าไม่พูดก็หาว่าทำดีแล้ว แต่แท้จริงที่พูด ที่ออกข่าวให้สัมภาษณ์ว่า อย่าไปวิจารณ์พระเจ้าอยู่ เพราะว่าไม่ควรในรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ว่าละเมิดมิได้ นักกฎหมายก็พยักหน้าว่าถูกต้องไม่ควรจะวิจารณ์ วิจารณ์ไม่ได้ ละเมิดไม่ได้ แต่ว่าถ้าพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทำถูก พูดถูกไม่ใช่การละเมิด เป็นการเห็นชอบด้วยกับพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เคยมีใครมาบอกเห็นชอบว่าพระเจ้าอยู่หัวพูดดีพูดถูก "แต่ว่าความจริงก็จะต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน แล้วก็ไม่กลัว ถ้าใครจะมาวิจารณ์ว่าทำไม่ดีตรงนั้นๆ จะได้รู้เพราะว่า ถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน ไม่วิจารณ์ เราก็กลัวถ้าบอกว่าไม่วิจารณ์แปลว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี รู้ได้อย่างไรที่เขาบอกว่าไม่วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะพระเจ้าอยู่หัวดีมาก ไม่ใช่อย่างนั้น บางคนอยู่ในสมองคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวพูดชอบกล พูดประหลาดๆ ถ้าขอเปิดเผยว่าวิจารณ์ตัวเองได้ ว่าบางทีก็อาจจะผิดแต่ให้รู้ว่าผิด ถ้าเขาบอกว่าวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวว่าผิดแล้วขอทราบว่าผิดตรงไหน ถ้าไม่ทราบเดือดร้อน ฉะนั้นที่บอกว่าการวิจารณ์เรียกว่าละเมิดพระมหากษัตริย์ ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิดเขาก็ถูกประชาชนบอมบ์ เป็นเรื่องของการขอให้รู้ว่าเขาวิจารณ์ยังไง ถ้าวิจารณ์ถูกแต่ถ้าวิจารณ์ผิดไม่ดี

   "เมื่อบอกว่าไม่ให้วิจารณ์ละเมิดไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ก็ลงท้ายด้วยการที่พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะลำบาก เห็นว่าถ้าไม่ให้วิจารณ์ก็หมายความว่าไม่ให้ละเมิดพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวเสียเป็นคนไม่ดี ซึ่งถ้าคนไทยด้วยกันจะไม่กล้า เอ็นดูพระเจ้าอยู่หัว ไม่อยากละเมิด แต่ฝ่ายชาวต่างประเทศ มีบ่อยๆ ละเมิดพระเจ้าอยู่หัว แล้วเขาก็หัวเราะเยาะว่า พระมหากษัตริย์ของไทยเป็นคนแย่ ละเมิดไม่ได้ ในที่สุดถ้าละเมิดไม่ได้ก็เป็นคนที่เสีย ฉะนั้นบางโอกาสก็ให้ละเมิดจะได้รู้กันว่า ใครดีใครไม่ดี นี่พูดเลยเถิดพูดมากไป แต่ว่าคนที่อยู่ข้างหน้านี่ไม่ต้องห่วง เพราะว่าไม่ได้มีความผิด คนที่นึกว่ามีความผิดพยักหน้าว่ามีความผิดจริงๆ แต่ความจริงเขาไม่มีความผิดคนที่มาก่อนมีความผิด แล้วคนที่พยักหน้าไม่ได้แก้ไข ผิดตรงที่ไม่ได้แก้ไข หลบความรับผิดชอบ เป็นเสียอย่างนั้น

  "ในเมืองไทยนี่คนไหนที่ทำอะไรไม่ได้เข้าร่องเข้ารอยก็ลาออก แล้วไม่มีอะไรผิดเลย แม้จะทำอะไรผิดอย่างมากๆ ถ้าเป็นข้าราชการก็เรียกเข้ากระทรวง เข้ากรุงเทพฯ ก็หมดเรื่อง นานๆ ทีมีการเข้าคุก นี่พูดอย่างนี้ชักจะหนักใจที่เรียกเข้ากรุงเทพฯ เข้าคุก แต่มีเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไรก็ตามเข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่งต่างประเทศก็บอกว่าเมืองไทยนี่วิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก ต้องบอกว่าเข้าคุกแล้วต้องให้อภัย บางทีเขาด่าเราหนักๆ ฝรั่งเขาบอกว่าในเมืองไทยพระมหากษัตริย์ถูกด่าเข้าคุก

   "ที่จริงควรจะเข้าคุก แต่ว่าเพราะฝรั่งบอกอย่างนั้นก็ไม่ให้เข้า ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดี อย่างน้อยที่สุดเป็นคนที่จั๊กจี้ที่ใครมาว่าอะไรสักนิดก็บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่6 ท่านไม่ลงโทษคนที่เป็นกบฏ มาจนกระทั่งถึงรัชกาลที่9 ใครเป็นกบฏซึ่งไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันก็ไม่ให้เข้าคุก ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกก็ให้ปล่อย หรือถ้าไม่เข้าคุกก็ไม่ฟ้องเพราะว่าเดือดร้อน

   "ผู้ที่ถูกด่าเป็นคนที่เดือดร้อนอย่างคนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์แล้วถูกทำโทษไม่ใช่คนนั้นนี่เดือดร้อน พระมหากษัตริย์เดือดร้อน และนี่ก็แปลกคราวนี้นักกฎหมายก็ชอบก็ฟ้องให้จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายก็สอนนายกฯ ว่าต้องฟ้องต้องลงโทษ นี่ขอสอนนายกฯ ว่า ใครสั่งบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา การลงโทษไม่ดี ลงท้ายไม่ใช่นายกฯ เดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน อาจจะอยากให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อนหรือไม่ ไม่รู้นะ เขาทำผิดเข้าด่าพระมหากษัตริย์เพื่อที่จะให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน ก็เดือดร้อนจริงๆ ใครมาด่าเราชอบไหม ไม่ชอบ

   "แต่ว่าถ้านายกฯ เกิดให้ลงโทษแย่เลย แล้วนักกฎหมายต่างๆ จะให้ลงโทษคนที่ด่าพระมหากษัตริย์ ทำไปทำมาต้องเอาว่าเขาด่านายกฯ ถ้าด่านายกฯ นายกฯ เดือดร้อนไหม ไม่ควรจะเดือดร้อนไหม แต่ถ้าด่านายกฯ พระมหากษัตริย์ก็ไม่เดือดร้อน เป็นเรื่องของนายกฯ แต่ถ้าเขาด่าพระมหากษัตริย์ นายกฯ เดือดร้อน เพราะว่าต้องเป็นคนจัดการ มันยุ่งอย่างนี้กฎหมายก็สอนนายกฯ ว่าอย่างนั้น สอนนายกฯ ว่า ใครมาด่าเราเราต้องด่ากลับมันไม่ดี นี่พูดชักจะไม่ดี ชักจะเป็นส่วนตัว แต่ว่าเราเองก็ไม่ขอบอกว่าควรจะทำอะไร ควรจะรู้นักกฎหมายก็ต้องรู้ว่าทำอะไรถูกอะไรผิด ไม่ต้องพูดทุกวันๆ ที่จริงเขาไม่พูดทุกวัน แต่เขาทำเทปไว้เป็นดีวีดี แล้วก็แจกทั่วให้คน ลงท้ายคนก็ฟัง ก็ดู

   "เขาเอือมกันนะที่ไปแก้ตัวแทนนายกฯ วันนี้เราขึ้นมานี่เราแทนนายกฯ บอกว่านายกฯ ไม่ผิด นายกฯ ทำได้ทุกอย่าง ก็เลยไม่ต้องไปออกทีวีแล้ว ออกทีวีทุกวันมีคนเขาบอกว่า เขาเอือมที่ออก แต่ว่ามีหน้าที่ที่ออกก็ออก มีคนที่เขาเดือดร้อนที่อยู่ในรายการ เพราะเขาต้องเป็นคนที่ต้องพูด แล้วก็คนที่พูดนั่นก็เลยถูกลูกหลงไปด้วย อย่างไรก็ตาม การแก้ตัวครั้งเดียวได้ แต่นี่แก้ตัวมาตั้งหลายสิบครั้งแล้วนะที่ออกทีวี เลยชักจะเอือมคนเขาอยากดูละครไม่อยากมาดูอย่างนี้ พอแล้วเสียไฟฟ้า ไม่ใช่เสียไฟฟ้าที่ดูแต่เสียไฟฟ้าคนที่ส่ง เพราะว่าทีวีออกทีก็เสียไฟฟ้าแรง เสียน้ำมันไอ้นี่ก็เลยนึกว่าควรจะพูดพอแล้ว ที่พูดนี่ก็เสียไฟฟ้ามาก เขาควรจะบอกว่าเลิกเสียทีไม่ต้องพูดมาก แต่เราก็พูดต่อเพราะว่าเป็นรายการที่อัดเสียงใส่เทปเอาไว้ ไม่ได้ออกโทรทัศน์ ไม่ต้องเสียไฟฟ้าสำหรับโทรทัศน์

  "นี่มาพูดถึงไฟฟ้าและพลังงานนี้ การไฟฟ้าต้องใช้พลังงาน การปั่นไฟฟ้าต้องใช้พลังงานเพื่อให้มีพลังงานไฟฟ้า อันนี้ก็ทำมานานแล้ว เวลาขาดแคลนเชื้อเพลิงก็บอกว่าให้ปิดโทรทัศน์ให้ปิดไฟ แล้วบอกว่าได้ผลดี ความจริงเปิดโทรทัศน์ไม่เป็นไร ถ้าน้ำมันเชื้อเพลิงหมดแล้วก็ยังใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่น มีแต่ต้องขยันต้องหาวิธีทำให้เชื้อเพลิงเกิดขึ้นมาใหม่ เชื้อเพลิงที่เรียกว่า น้ำมันเชื้อเพลิงมันจะหมดภายในไม่กี่ปี หรือไม่กี่สิบปีก็หมด ถ้าว่าไปอีก 40 ปีหมด เราก็จะอายุ 118 ปี อายุ 118 ปีนี่เรายังมีชีวิตอยู่อีก 2 ปี  

  "2 ปีนั่นน่ะเราก็จะใช้ก๊าซโซฮอล์หรือไม่ใช่ก๊าซโซฮอล์ ก๊าซโซฮอล์ก็ไม่มี เพราะว่าก๊าซโซฮอล์นี้ใส่แอลกอฮอล์เพียง 10 เปอร์เซ็นต์อย่างมาก ต้องใช้น้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มเขาก็ใส่เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ในระหว่างที่จะถึงอายุ 118 ปี หาวิธีได้แล้วที่จะทำ ที่จริงเมื่อ 2 ปีก็ทำไบโอดีเซล 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เพียงน้ำมันปาล์ม 10 เปอร์เซ็นต์ นายกฯ ก็ได้เห็นรถแล่นมาน้ำมันปาล์ม 100 เปอร์เซ็นต์ เรายืนอยู่ที่เราคันหนึ่งแล้วก็มีรถอีกคันหนึ่งถอยหลังมา นั่นละได้ยินเสียง บึ้มๆๆ มา นั่นเป็นรถใช้น้ำมันดีเซล 100 เปอร์เซ็นต์ 100 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันปาล์ม นายกฯ ก็บอกว่าหอมดี ไม่เดือดร้อน เพราะว่านายกฯ ไม่ต้องกลัวเป็นมะเร็ง เพราะว่าไอ้นี่ไม่ต้องกลัวเป็นมะเร็ง

   "เราทำแล้วก็หมายความว่าเราไม่เดือดร้อน ถึงเวลาเราอายุ 118 ปี ถ้าอย่างไรเราก็ใช้น้ำมันปาล์มของเราเอง คนอื่นอาจจะไม่ได้ อาจจะไม่มี แต่ว่าเรามีเพราะเราขวนขวายหาวิธีที่จะทำเชื้อเพลิงทดแทนได้ ถ้าไม่ได้ทำเชื้อเพลิงทดแทนเราก็เดือดร้อน เราก็เป็นห่วง แต่เราก็ไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าคนอื่นเขาไม่ทำเขาอาจจะไม่มีน้ำมันไบโอดีเซลใช้ แต่ว่าเรามี เราคือข้าพเจ้าทำเอง คนอื่นอาจจะไม่มีก็ไม่เป็นไร ต้องเห็นแก่ตัว แต่ละคนถ้าเห็นแก่ตัว ก็รู้ว่าไม่เป็นไร เพราะแต่ละคนต้องพยายามที่จะหาพลังงานทดแทนทั้งนั้น เราเชื่อว่า เวลาเราอายุ 118 ปี นายกฯก็บอกว่าแก่แล้ว แต่เราไม่แก่ เพราะเราคิดทำพลังงานทดแทนอยู่เรื่อย แต่นายกฯ บอกแก่ นายกฯ ก็จะอายุ 94 ปี ก็ไม่รู้ว่า 94 อาจจะแข็งแรงก็ได้ คงแข็งแรงอาจจะมีความคิดที่จะสร้างโรงงานก๊าซโซฮอล์และไบโอดีเซลสำเร็จแล้ว นายกฯก็ไม่เดือดร้อนเอาไบโอดีเซลใส่เครื่องบินได้

   "เครื่องบินเขาใช้ไบโอดีเซลได้แล้วสมัยนี้ แต่ไม่ใช่ลำโตๆ เวลานั้นอาจจะใส่ลำโตๆ สำหรับนายกฯได้ อาจจะสามารถที่จะมีแต่ว่าเฉพาะนายกฯ คนอื่นไม่สามารถที่จะมี ก็ 2 คนล่ะพระเจ้าอยู่หัวกับนายกฯ มีเครื่องบินใช้ แล้วใช้ไบโอดีเซล ท่านองคมนตรีสั่นหัวว่าไม่มี เวลานั้นท่านอายุเท่าไหร่ 130 ปี ก็คงไม่อยู่แล้ว เราก็อยู่ 2 คนมีไบโอดีเซลใช้แล้วจะไปไหน ไปเชียงใหม่เหรอ ขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วไปเชียงใหม่ไปดูสวนสัตว์ ก็สวนสัตว์ก็อยู่สบายเพราะเขาไม่ต้องใช้ไบโอดีเซล ก็เป็นอันว่าไม่ต้องกลัว เราไม่เดือดร้อน เพราะว่าอีก 40 ปีมีไบโอดีเซลพอสำหรับเราใช้สองคน นี่ชักเฟื่องพูดว่า อีก 40 ปี จะมีเราสองคนที่มีน้ำมันใช้ได้ แล้วดูทีวีได้ ดูทีวีก็อาจจะโฆษณาอะไร ในทีวีประกาศชี้แจงได้ เพราะเปิดทีวีให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาปั่นไฟฟ้า ป่านนั้นทีวีก็อาจจะมีอะไรใหม่มีข่าวต่างๆ ไม่ต้องเป็นห่วง ทีนี้ก็ต้องดูเป็นบุคคลๆ

  "การที่จะบอกว่าเป็นห่วง เป็นห่วงทั้งบ้านเมืองก็เป็นห่วง แต่ว่าถ้าเราคิดจริงๆ ไม่ต้องเป็นห่วงก็แต่ละก็ต้องมีการขวนขวายเหมือนกันว่า ถ้าแต่ละคนขวนขวายของตัว อีก 40 ปีไม่มีความเดือดร้อน โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยมีคนที่มีความคิดดี ก็ข้าพเจ้าคนหนึ่งมีความคิดดีๆ นายกฯอีกคนมีความคิดดีๆ ไม่จนมุม ฉะนั้นสองคน ไม่เดือดร้อน คนอื่นเขาก็ต้องไม่เดือดร้อน เขาก็ต้องหาทางออกได้ เพราะว่าถ้าเดือดร้อนก็ต้องไปดูโครงการพระราชดำริ โครงการพระราชดำริเปิดเผยให้ทุกคนทั้งนั้นแล้วก็ถ้าปฏิบัติตามโครงการพระราชดำริ ทำอย่างเศรษฐกิจพอเพียง ตอนนี้นายกฯ ก็เศรษฐกิจพอเพียงไม่จ่ายเงินแล้ว ใช้แต่เศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่ามีการโฆษณา คู่สมรสของคณะรัฐมนตรีก็ชำนิชำนาญเศรษฐกิจพอเพียงเก่งมาก นี่ก็อีกคนหนึ่งที่ทำได้ก็เลยไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ทราบว่าคู่สมรสขององคมนตรีจะทำเศรษฐกิจพอเพียงหรือเปล่า สงสัยว่าไม่ทำ 

  "แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็เปิดให้ความกว้างขวางของเศรษฐกิจจะดีขึ้น ท่านรองนายกฯ ทั้งหลายก็อาจจะไม่ทำ เพราะว่าเคยชินกับเศรษฐกิจที่ต้องใช้เงินมาก ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง ไม่พอเพียง เพราะฉะนั้นนายกฯ และคุณหญิงอาจจะให้เพื่อนนายกฯ รองนายกฯต่างๆ เขาทำเศรษฐกิจพอเพียงสักนิดหน่อยก็จะทำให้อีก 40 ปี ประเทศชาติไปได้ และนี่ก็มีแต่นายกฯ รองนายกฯ จัดการ รวมทั้งคู่สมรสทำเศรษฐกิจพอเพียงก็เชื่อว่าประเทศจะมีความประหยัดไปเยอะ ถ้าไม่ประหยัดประเทศไปไม่ได้ คนอื่นไม่ประหยัดเท่ากับคณะรัฐมนตรีประหยัด ไม่ใช่คณะรองนายกฯ จะทำให้ไปได้ดีขึ้นเยอะ

  "มามองทางนี้ก็บอกว่าสภาฯ เป็นอย่างไร ก็สภาฯ ด้วยเหมือนกันอยากทำ ก็สภาฯ เป็นอาจารย์ของนายกฯ นายกฯสอนครู สอนอาจารย์หน่อยว่าเศรษฐกิจพอเพียงทำอย่างไร สอนครูคนเดียวก็พอแล้ว เพราะครูก็ไปสอนคนอื่น ต่อไปก็เหลือแต่ฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านก็ไม่ต้องสอนพอเพียงอยู่แล้ว ฝ่ายค้านเนี่ย หัวหน้าฝ่ายค้านไม่ทราบว่าเขาพอเพียงหรือเปล่า แต่อย่างน้อยอดีตหัวหน้าเขาพอเพียง พอเพียงอย่างมากๆ เขาทำอะไรที่ทำให้ประเทศชาติใช้เงินนิดเดียว ไม่พอเขาถึงต้องออก เลยไม่รู้ว่าฝ่ายค้านจะพอเพียงหรือไม่ แต่อย่างน้อยอดีตหัวหน้าพรรคพอเพียงมากจนกระทั่งต้องออกจากหัวหน้าพรรค นอกจากนั้นถ้าทุกคนเลื่อมใสว่าต้องพอเพียงก็ปฏิบัติเถิด ถ้าปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงมันใช้ได้จริงๆ ไปได้จริงๆ แต่ว่าอาจจะไม่สบาย ทุกอย่างที่นายกฯ พูดเมื่อกี้ก็มาพูดไม่ได้แต่งเอา นายกฯ พูดว่าพระเจ้าอยู่หัวพูดอะไร ทำอะไรถูกต้อง ก็ชื่นชมว่าพระเจ้าอยู่หัวนี้ทำให้ให้ประเทศชาติอยู่ได้ เช่นเดียวกับแก้มลิง

   "แก้มลิงนี่ เมื่อครั้งก่อนพูดถึงคนก็หัวร่อ เดี่ยวนี้ไม่หัวร่อแล้วเพราะว่าลิงต้องมีแก้ม ถ้าลิงไม่มีแก้มเขาอยู่ไม่ได้ คนเราก็ต้องมีแก้มเป็นแก้มคน แต่แก้มคนก็เป็นแก้มลิงได้ หมายความว่าต้องระวังรักษาอะไรที่กล้วยที่ลิงกินเข้าไปก็เก็บไว้ได้ จะพูดอะไรก็เก็บไว้ในแก้มก็ได้ ก็ประหยัด คือแก้มลิงเป็นการประหยัด แล้วโครงการอื่นๆ อย่างฝายแม้ว ก็ฝายนายกฯ นายกฯไปดูฝายแม้ว คราวนี้ฝายเราเราทำ ฝายแม้วเดี๋ยวนี้ซาบซึ้งหรือเปล่าว่ามีประโยชน์อะไร มีประโยชน์ทำให้ไม่มีน้ำท่วม ไม่มีน้ำแล้ง

   "ตอนที่น้ำท่วมเชียงใหม่ นายกฯ เดือดร้อนมาก โกรธมาก ทำไมมีฝายแม้วแล้วน้ำยังท่วม ก็เพราะว่าฝายแม้วทำไม่ถูกต้องทำไม่ดี แล้วก็ปล่อยน้ำลงมาผิดทาง ที่จริงที่ไปดูที่กุยบุรี นั่นละไปขยายเขื่อนที่กุยบุรี ที่ยางชุม เคราะห์ดีไปทำ โครงการพระราชดำริอันนี้ถ้าไม่ได้ทำ ถ้าทำตามที่ชลประทานเขาจะทำป่านนี้ก็ยังไม่เสร็จ ถ้ายังไม่เสร็จป่านนี้น้ำท่วมแล้ว ปีนี้ที่น้ำไม่ท่วมกุยบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ที่ประจวบฯ ท่วมบ้างแต่ว่าไม่ขึ้นมาถึงหัวหิน เพราะว่าเขื่อนกุยบุรี

   "ถามว่าทำไมเขื่อนกุยบุรีขยายเก็บน้ำได้ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะว่าเดี๋ยวเรามีโครงการพระราชดำริ เราบอกว่าทำเลย อธิบดีต้องของบประมาณเพราะงบประมาณไม่มี ก็เป็นโครงการพระราชดำริก็เลยทำทันที แทนที่จะใช้เวลา 3 ปีมันน่าใช้เวลา 2 ปีทำงานได้ ที่เราไปดูนั่นทำงานได้จริงๆ เพราะว่าถ้าไม่มีไอ้น้ำ 9 ล้านลูกบาศก์เมตรมันเต็มแล้ว ถ้าน้ำมันล้นปกติตามจำนวนที่ปกติเลยทำให้น้ำไม่ท่วม ถ้า 9 ล้านลูกบาศก์เมตรฝนมันลงซู่ๆ มีหวังน้ำท่วมทั้งด้านบน ด้านหลัง ท่วมแล้วน้ำก็ทำลาย ถ้าเราทำโครงการที่ใช้งานได้เร็วๆ ประหยัดการท่วมของพื้นดิน ถ้าว่าไปประหยัดทรัพย์ ความจริงตอนนั้นใช้เงินร้อยล้านกว่าๆ ตอนนี้ก็กลับคืนมาแล้ว ถ้าไม่ได้ทำน้ำที่มาท่วมก็ทำลายร้อยล้าน

   "สำหรับคนที่พยักหน้าร้อยล้านไม่ใช่อะไร ต้องพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน แต่ร้อยล้านชาวบ้านเขารู้สึก หมายความว่าร้อยล้านที่เอาจากโครงการพระราชดำริกลับคืนมาแล้ว กลับคืนมาที่ไหนก็ที่ประชาชนเขาได้ ถ้าไม่ได้ใช้เงินนี้ปีหน้าจะต้องใช้สองร้อยล้าน เพราะถ้าไม่ใช้เงินทันที เงินมีอยู่ คนก็บอกว่าบางทีไม่มีเงิน แต่เงินอันนี้มีอยู่ เพราะว่างบประมาณมีถ้าไม่มีก็หมายความว่างบประมาณทำไม่ถูก แต่อันนี้ก็หมายความว่างบประมาณใช้ไป ใช้ดีแล้ว ใช้ถูกต้องไม่เสียหาย ทำให้ประชาชนได้กำไร ถ้าไม่ได้ใช้ไปก็ไม่รู้ว่าใครใส่กระเป๋าไปไหน แต่ว่าประชาชนไม่ได้

   "ฉะนั้นที่ได้ทำโครงการประหยัดไป 1 ปี ที่ไปดูนั่นเห็นประจักษ์ว่าน้ำมันไหลออกมาจากเขื่อน ไม่ใช่พูดหลอก น้ำจริงๆ มันลงมาเต็มเขื่อน แทนที่จะเป็น 38 ล้านลูกบาศก์เมตรมันเป็น 40 กว่าล้านที่ลงมาทำให้น้ำลงมาเก็บและล้นมาได้ แล้วน้ำก็ได้ใช้เวลาแล่นรถไปข้างล่างก็เห็นทำนาได้ นานี่ได้ใช้ประโยชน์เพราะว่าข้าวก็ไม่เสีย ข้าวได้ใช้ ถ้าจะเอาข้าวไปส่งนอกเราก็ได้เงิน หรือได้ของไปแลกเปลี่ยนได้ ฉะนั้นโครงการร้อยล้านนี้ทำดีแล้วก็ช่างชลประทานก็มีความรู้พอที่จะทำ ไม่ต้องอาศัยช่างจากต่างประเทศช่างในเมืองไทยนี่เอง แล้วก็ใช้เครื่องมือในเมืองไทยนี่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าปีนี้ที่ได้เห็นการขยายโครงการกุยบุรีนี้ได้ผลจริงๆ ได้ไปดูก็ดีใจพอใจ

   "ฉะนั้นนี่ต้องเล่าให้ฟังว่า ที่ได้ไปดูโครงการชลประทานที่กุยบุรี ที่หมู่บ้านยางชุมเป็นโครงการที่ใช้งานได้ ไม่ใช่ที่ยางชุม ข้างๆ ก็มีการสร้าง น้ำของเขื่อนที่จะกักน้ำได้ผลยังต้องทำอีกมาก แต่เวลามาพูดกับสมาคมนี้ก็พูดถึงชลประทานก็ได้ผลดี แต่ค่อยๆ ทำไม่ใช่ว่าไม่มีเงินเท่านั้นเอง เงินมีไม่พอ แต่ว่าที่จะทำมันไม่มีแล้วก็ทำต้องศึกษาให้ดี ถ้าโอ้พระเจ้าอยู่หัวบอกให้ทำ ถ้าไม่มีหลักวิชาที่ดีอาจจะเสียก็ได้ แต่ว่าการที่จะทำต้องพยายามหาที่ที่จะทำ ใช้ความรู้ที่ถูกต้อง โครงการอย่างอื่นก็มีที่จะต้องทำ ไม่ใช่ว่าชลประทานโดยที่เราเป็นผู้ที่เขาเรียกว่าผู้เชี่ยวชาญ ชลประทานก็กล้าที่จะบอกว่าควรจะทำ

  "รู้สึกว่าใครๆ ก็คงง่วงแล้ว เดี๋ยวนี้มืดเร็ว ถ้าง่วงเดี๋ยวไปนอนได้ รู้สึกว่าสมควรแก่เวลา ขอขอบใจที่ท่านให้พร เพราะถ้าไม่ให้พรก็ไม่รู้ว่าเราทำอะไร ถ้ามาให้พรแล้วเราก็มีกำลังใจที่จะทำงานต่างๆ แล้วก็ต้องให้พรกับทุกฝ่าย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ให้กำลังใจ ทำอะไรก็ทำ ทำได้ดี แต่วันนี้ไม่พูดว่าให้ทำอะไรให้ทะเลาะกัน ไม่เอาไม่ให้ทะเลาะให้ทำอะไรที่ดูจะดี แล้วคิดให้อย่าเกิน อย่าเลยเถิด แต่ว่าถ้าแต่ละคนทำงานให้เหมาะสมบ้านเมืองจะไปได้ ถึงจะต้องให้พรให้บ้านเมืองไปได้ ให้แต่ละคนไปได้ ไม่ใช่ไปหัวชนฝา จะทำอะไรก็ขอให้แต่ละคนมีความสำเร็จพอสมควร เศรษฐกิจพอเพียง คือ ทำให้พอเพียง ถ้าไม่พอเพียงไปไม่ได้ แต่ถ้าทำให้พอเพียงสามารถนำพาประเทศให้ไปได้ดี ก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ ในความสำเร็จพอเพียงและเพื่อให้บ้านเมืองบรรลุความสำเร็จที่แท้จริง ก็ไม่รู้คนที่รับพรก็รับไป คนที่ไม่รับพรก็คิดในใจ ขอบใจที่ท่านทั้งหลายให้พร เรารับพรของท่าน"

เครดิต http://www.dmh.moph.go.th/news/view.asp?id=995

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

จะนำพระราชดำรัส ทุกวันที่ 4 ธ.ค. มาลงในเอนทรี่นี้เท่าที่จะลงได้เพื่อเป็นขอความเป็นสิริมงคล ในหลวงทรงแนะแนวทางวิธีการแก้ไขปัญหาไว้ให้กับผู้บริหารประเทศทุกๆ ปี

ประชาชนสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี ในภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้การยึดหลักความพอเพียง จะช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้ด้วยดี

รัดเข็มขัดให้ดีๆ ก็เพียงพอ big smile

#1 By ~ N ~ on 2009-05-17 01:01


Hot!

#2 By Here Be.๛๛๛๛ on 2009-05-17 03:17

รัดเข็มขัดไม่ไหว พุงปลิ้นค่ะช่วงนี้

#3 By ~NuDeE~ on 2009-05-17 07:58



อ่านแล้ว ไปดูข่าวบ้านเมือง
เสร็จแล้ว กลับมาอ่านใหม่

น้ำตาจะไหลค่ะ

#4 By ...... on 2009-05-17 21:46

ยังมีอีกหลายเรือง
ที่สามารถนำมาใช้ได้นอกเหนือจากเรืองพอเพียง

อ่านดีๆ

ท่านแฝงไว้หลายเรืองเลย

ขอบคุณป้าที่เอาสิ่งดีๆมาฝากงับ

^^

#5 By ~ \( -' 0 '- )y ~ on 2009-05-19 08:13

ปล.คห 3 ~NuDeE~

กลมทั้งตัวแล้วย่ะ ไม่ใช่แค่พุง

^0^

#6 By ~ \( -' 0 '- )y ~ on 2009-05-19 08:13

เป็นความรู้ที่ดีเลยค่ะ ในหลวงของเราสุดยอด

#7 By aMy on 2009-05-19 10:54

เป็นพระราชดำรัสที่เราคนไทย ควรนำมาปฏิบัติเป็นอย่างมาก ขอบคุณที่มอบสิ่งที่ดี ๆ ครับ Hot!

#8 By ลูกสิงห์ขาว on 2009-05-23 22:01

ชอบอ่านพระราชดำรัสมากๆ ค่ะ
ขอบคุณมากๆ ที่นำมาให้อ่านนะคะ
พี่นันท์หายไปไหนคะเนี่ย...embarrassed
ผมถามหน่อยเถอะ คุณเข้าใจธรรมะจริงหรือเปล่า?
หัดไปศึกษามาให้ถ่องแท้กว่านี้

ถ้าบุคคลไหนที่ผิดอาบัติปาราชิกไป ย่อมไม่มีทางบรรลุมรรคผลนิพานได้ เหมือนคนที่กินยาพิษไปแล้วไม่มีทางคายออกได้ฉันใดก็ฉันนั้น

จะมาอ้างโน่นอ้างนี่เพื่อให้ไม่ผิด เป็นความคิดที่งมโข่งที่สุด

นี่ขนาดผมไม่เคยทำบุญกับโครงการอะไรของคุณ ผมยังรู้ธรรมะมากกว่าคุณเลยนะ question
ผมถามหน่อยเถอะ คุณเข้าใจธรรมะจริงหรือเปล่า?
หัดไปศึกษามาให้ถ่องแท้กว่านี้

ถ้าบุคคลไหนที่ผิดอาบัติปาราชิกไป ย่อมไม่มีทางบรรลุมรรคผลนิพานได้ เหมือนคนที่กินยาพิษไปแล้วไม่มีทางคายออกได้ฉันใดก็ฉันนั้น

จะมาอ้างโน่นอ้างนี่เพื่อให้ไม่ผิด เป็นความคิดที่งมโข่งที่สุด

นี่ขนาดผมไม่เคยทำบุญกับโครงการอะไรของคุณ ผมยังรู้ธรรมะมากกว่าคุณเลยนะ question
คุณshuu...

"นี่ขนาดผมไม่เคยทำบุญกับโครงการอะไรของคุณ ผมยังรู้ธรรมะมากกว่าคุณเลยนะ"
^
^
โครงการเขาสอนเรื่องธรรมะ หรือคะ embarrassed

สับสนไรเปล่าเนี่ย?

#13 By ~ N ~ on 2009-08-23 10:56